| Mass Effect 2 Review | |
|
Mass Effect 2 Review I'm Commander Shepard, and this is my favorite store on the Citadel. lol!! ก่อนอื่นต้องขออภัยสำหรับความล่าช้าของบทวิจารณ์นี้นะครับ เพราะช่วงที่เขียนนี้ ผมเองก็งานล้นมือเอามากๆ ประกอบกับMass Effect 2 ก็เป็นหนึ่งในเกม RPG ที่เหล่าเกมเมอร์คาดหวังกันมากที่สุดเกมหนึ่ง จนผมเองต้องใช้เวลาทำการบ้านกับมันซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่พักใหญ่ เพียงเพราะต้องการวิเคราะห์สิ่งที่หลายๆคนวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเกมว่ามันเป็นจริงมากน้อยเพียงไร และก็ต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่ได้เป็น Fanboy ของ Bioware หรือแฟนเดนตายของเกมซีรี่ย์นี้ชนิดที่ใครจะมาด่าหรือล่วงเกินไม่ได้ และก็เล่นมันมาจนพรุนแล้วพอสมควรทั้ง 2 ภาค ดังนั้นสิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ คือประสบการณ์และความรู้สึกที่ผมได้รับจริงๆจากการเล่น ไม่ได้เขียนเพื่อเอาใจหรือรับใช้ใครทั้งสิ้น ซึ่งคุณเองก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับความเห็นของผมไปซะทั้งหมดนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน คุณสามารถอ่านบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับ Mass Effect 2 ได้ดังนี้ Hands On: Mass Effect 2 (แนะนำให้อ่านประกอบกับบทวิจารณ์นี้ครับ) คำเตือน บทวิจารณ์นี้มีเนื้อหาค่อนข้างยาว (ถึงยาวมาก) มันจึงอาจจะไม่ค่อยเหมาะนักที่จะอ่านในขณะคุณมีอาการปวดหัว ง่วงนอน หรือเมาค้างจากการดื่มหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา lol!!
คุณให้นิยาม Role-playing Game (RPG) ว่าอย่างไร? หลังจากอ่านกระทู้ตามเวปบอร์ดหลายๆที่รวมถึงบทวิจารณ์จากหลายสำนัก สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะพบเหมือนๆกันก็คือ ในหลายๆที่นั้นมักจะมีคนจุดประเด็นถามหรือวิจารณ์กันขึ้นมาว่า Mass Effect 2 มันเป็นเกม Action หรือ RPG กันแน่? ด้วยรูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนไป ส่วนของ Action ที่จัดจ้านขึ้น ไปจนถึงองค์ประกอบหลายๆอย่างที่แตกต่างจากเกมภาคแรกอย่างสิ้นเชิง ก็คงจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไรนักที่หลายๆคนจะคิดว่าเกมๆนี้มันได้กลายเป็นเกม Action ไปซะแล้ว (แวบแรกที่ได้สัมผัสตอนทดสอบ ผมก็คิดว่ามันได้กลายเป็นเกม Action ไปแล้วเหมือนกัน) แต่ถ้าคุณลองใช้เวลาสัมผัสมันให้มากพอและมองย้อนกลับไปยังพื้นฐานจริงๆของเกม RPG แล้ว คุณจะพบว่า Mass Effect 2 ยังคงจัดเป็นเกม RPG เช่นเดียวกับเกมภาคแรก และคงจะไม่สามารถเรียกมันว่าเกม Action โดยเนื้อแท้ได้อีกด้วย แม้แต่ผู้พัฒนาเองยังได้กล่าวเอาไว้เลยว่า “Mass Effect 2 ยังคงมีความเป็น RPG อยู่เต็มเปี่ยม โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อเรื่อง ตัวละคร อารมณ์ แต่เราได้เพิ่มส่วน Action เข้าไปเพื่อให้เกมดูมีความน่าสนใจและเล่นได้สนุกมากกว่าเดิม บลาๆๆ” (ท่านที่ซื้อเกมแบบ CE มาก็ไปฟังรายละเอียดนี้ต่อได้ในแผ่น Bonus นะครับ) และผมก็อยากจะเสริมอีกซักนิดว่า Mass Effect 2 คือเกม RPG ซึ่งมีส่วนผสมของการเล่นแบบ Action ที่เด่นจนเกินหน้าเกินตา แถมยังชวนเพลิดเพลินจนทำให้หลายๆคนลืมมองส่วนที่มีเป็นความ RPG ภายในเกมไปซะมากกว่า และถ้าจะบอกว่าเกมนี้ขาดเสน่ห์หรือองค์ประกอบของความเป็น RPG ก็คงจะไม่ใช่อีกเช่นกัน เพราะ Mass Effect 2 ยังคงมีความเป็นเกม RPG อยู่อย่างครบถ้วนเต็มเปี่ยม (อย่างที่ Bioware กล่าวไว้) ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเนื้อเรื่องที่สรุปได้อย่างลงตัว (และยังเป็นองค์ประกอบหลักอันดับแรกสุดภายในเกม ที่ช่วยผลักดันให้คุณอยากเล่น Mass Effect 2 ตั้งแต่ต้นจนจบ) หรือส่วนของบทสนทนาที่หลากหลายอารมณ์ซึ่งส่งผลลัพธ์แตกต่างกัน รวมถึงความอิสระในการเลือกวิธีการดำเนินเรื่อง (ซึ่งส่งผลต่อฉากจบ) และที่สำคัญที่สุด มันยังทำให้คุณรู้สึกว่า ตัวคุณกำลังเป็นส่วนหนึ่งหรือบุคคลหนึ่งที่มีความสำคัญในโลกของ Mass Effect อย่างแท้จริง แต่ถ้าการสวมบทบาทและเนื้อเรื่องซึ่งเป็นแรงผลักดันอันดับต้นๆ ยังไม่มากพอที่จะทำให้คุณเรียกเกมนี้ว่า RPG ได้ ตรงนี้ก็ต้องมองย้อนกลับไปยังตัวผู้เล่นแล้วล่ะครับ ว่านิยามของเกม RPG ในใจคุณคืออะไร? อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวแล้ว องค์ประกอบที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จัดว่าเพียงพอแล้วที่จะทำให้ Mass Effect 2 เป็นเกม RPG โดยเฉพาะเมื่อนำมันไปเปรียบเทียบกับผลงานชิ้นอื่นของ Bioware ที่เคยพัฒนาออกสู่ตลาดก่อนหน้านี้ การพัฒนาเกม RPG โดยมีส่วน Action เป็นตัวช่วยชูโรงในการเล่น ก็จัดเป็นข้อดีอย่างหนึ่งในด้านการตลาดโดยเฉพาะทางด้านยอดขาย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วน Action ภายในเกมนั้นส่งผลดีต่อยอดขาย แม้ว่าเกม RPG จาก Bioware จะมีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจเป็นตัวชูโรงอยู่แล้วก็ตาม เพราะส่วน Action ที่เล่นง่ายนี้เองที่ทำให้เกมเมอร์ทั่วไปซึ่งไม่ใช่ผู้คลั่งไคล้เกม RPG ชนิด Hardcore ก็สามารถเข้าถึงอารมณ์เกมและสนุกกับมันได้ ในขณะที่แฟนเดนตายก็ยังคงหลงรักเกมซีรี่ย์นี้อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าหลายๆคนรวมถึงตัวผมเองอาจจะยังรู้สึกชอบความเป็น RPG ที่มีรายละเอียดมากมายชนิดถึงน้ำถึงเนื้อแบบเกมภาคแรกอยู่ แต่ผมก็ยอมรับว่าองค์ประกอบหลายๆอย่างในภาคแรก ไม่ว่าจะเป็นระบบช่องเก็บของที่ต้องคอยเอาใจใส่ตลอดเวลา ระบบการอัพเกรดติดตั้งอาวุธที่ต้องนั่งอ่านรายละเอียดกันมากมาย หรือแม้แต่ทักษะการสู้รบหลากหลายชนิดที่ต้องวางแผนพัฒนากันล่วงหน้า (แถมบางอย่างก็ไม่ค่อยจะได้ใช้) ยังคงเป็นสิ่งที่ดูจะขาดๆเกินๆอยู่บ้าง และใน Mass Effect 2 ความขาดๆเกินๆที่ว่านี้ก็ถูกปรับปรุงโดยการลดหรือตัดทอนออกไป จนผู้ที่คุ้นเคยหรือถูกใจกับเกมภาคแรกมาก่อนอาจจะต้องถามกับตัวเองว่า “มันจะดีกว่ามั้ย? ถ้าเราลดความเป็น RPG ลงซักนิดและเพิ่มส่วน Action ให้มากขึ้นอีกซักหน่อยจนมันผสมรวมกันได้อย่างลงตัวพอดิบพอดีแบบเกมภาคนี้” และถ้าถามผม ผมก็คงจะตอบว่า “โอเคไม่มีปัญหา ผมชอบมัน” แต่สำหรับเกมเมอร์ท่านอื่นๆนั้น ผมคงจะตอบคำถามนี้แทนพวกคุณไม่ได้ คุณคงต้องลองถามตัวเองดูแล้วละครับว่าคุณเปิดใจพอหรือยังกับสิ่งใหม่ในเกมนี้?
สั้นๆได้ใจความ แต่หลากหลายรสชาติ Mass Effect 2 เปิดตัวได้อย่างน่าสนใจและจบลงอย่างไร้ข้อกังขาในเรื่องของอารมณ์ ตัวเกมใช้การนำเสนอเรื่องราวต่างๆในลักษณะของภาพยนตร์ที่ชวนติดตามซึ่งคุณจะพบได้ตลอดการเล่น การสานต่อเรื่องราวต่างๆในภาคนี้ทำออกมาได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภูมิหลังของตัวละคร สถานที่ หรือเนื้อเรื่องหลักที่เชื่อมโยงกันระหว่างภาค 1 และ 2 แถมยังมีจุดหักมุมมากมายที่คุณจะต้องรู้สึกคาดไม่ถึง ซึ่งผมคงจะไม่ลงลึกในส่วนรายละเอียดของเนื้อหา เพราะผมอยากให้คุณได้รับประสบการณ์ทางอารมณ์จากตัวเกมไปแบบเต็มๆในขณะเล่นมากกว่านะครับ (แนะนำให้กลับไปเล่นภาคแรกก่อนอีกซักรอบ) ถึงแม้ว่าตัวเกมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันค่อนข้างจะเนื้อหาหลักที่สั้นเกินไป (เล่นกันตั้งแต่ต้นจนจบแบบไม่รีบร้อนก็กินเวลาคร่าวๆแค่ 25-30 ชั่วโมงเท่านั้น) แต่ผมก็คงจะต้องยกความดีความชอบให้กับทีมผู้พัฒนาและผู้เขียนบทของเกมไปแบบเต็มๆ เพราะ Mass Effect 2 เป็นอีกหนึ่งเกมที่รู้จักใช้การบอกเล่าเรื่องราวมาเล่นกับอารมณ์ของผู้เล่น กล่าวคือ ตลอดการดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ คุณจะได้สัมผัสกับอารมณ์ที่หลากหลายซึ่งประดังเข้ามาอย่างเป็นจังหวะจะโคน ที่แม้แต่ผู้ที่มีทักษะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงแบบสุดๆ ก็ยังสามารถรับรู้และซึมซาบได้ เช่น การเปิดตัวด้วยภาพของยาน Normandy ที่ชวนให้ผู้เล่นเกิดความสนใจ ตามมาด้วยการถูกยานอวกาศลึกลับเข้าโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวที่ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นให้เพิ่มขึ้น ต่อด้วยการหักดิบอารมณ์ที่คุณจะต้องรู้สึกตกใจโดยการปิดฉากชีวิตของ Shepard ตั้งแต่ต้นเกม จากนั้นเกมก็จะดึงอารมณ์ของคุณกลับมาและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความรู้สึกดีใจปนประหลาดใจ เมื่อตัวเอกกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง (ที่เหลือไปเล่นต่อเอาเองในเกมนะครับ) ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่แค่ฉากเปิดตัวเกมเท่านั้นนะครับ แต่ผมบอกได้เลยว่า คุณจะได้เจอการนำเสนอเรื่องราวต่างๆที่กระชากอารมณ์แบบนี้ไปตลอดเกมตั้งแต่ต้นจนจบเลยทีเดียว (โดยเฉพาะฉาก CG ต่างๆภายในเกม) เมื่อคุณเล่นเกมนี้จนจบ (ไม่ว่าจะจบแบบใดก็ตาม) ผมเชื่อเหลือเกินว่า สิ่งแรกที่คุณจะได้รับ ก็คือความอิ่มเอมที่ได้สัมผัส ตามมาด้วยความรู้สึกประทับใจ เหมือนกับการกินอาหารจานเด็ดสุดอร่อยหนึ่งจานที่ทำออกมาแล้วมีปริมาณอิ่มพอดีจนไม่ต้องตักเพิ่มแต่ต้องกลับมากินอีกในคราวหน้า ไม่เหมือนกับเกมบางเกมที่รสชาติอร่อยเหาะแต่ตักใส่จานมาให้น้อยนิดจนกินยังไงก็ไม่อิ่ม แถมจะกินต่อก็ต้องรอพ่อครัวรังสรรค์กันอีกเป็นปีๆ ส่วนตัวแล้ว การเดินเรื่องทั้งหมดจัดว่ากระชับกำลังดี ไม่สั้น ไม่ยาวจนเกินไป แต่ถ้าให้ผมนำมันไปเปรียบเทียบกับเกม RPG เกมอื่นๆของ Bioware ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ผมคงต้องบอกว่า Mass Effect 2 ยังคงมีเนื้อหาที่สั้นไปซักหน่อยครับ ถ้าเปรียบ Main Quest เป็นก๋วยเตี๋ยวรสชาติกลมกล่อมสุดเด็ด Side Quest ภายในเกมก็คงจะเป็นเหมือนเครื่องปรุงที่ช่วยเสริมแต่งให้อาหารจานนี้มีรสชาติถูกคอขึ้นไปอีก (สงสัยคนเขียนจะหิว - -") โดยเฉพาะ Quest ของลูกทีมแต่ละคน ซึ่งคุณสามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ อย่างน้อยตัวเกมก็ไม่ได้บังคับ แต่ที่แน่ๆ Side Quest ของเพื่อนแต่ละคนนี้จะส่งผลกระทบต่อการต่อสู้ครั้งสุดท้ายและฉากจบ (อีกส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อฉากจบคือการ Upgrade เทคโนโลยีของยาน) ดังนั้นถ้าคุณอยากจะได้รับฉากจบของเกมในแบบที่ดีที่สุด คุณก็ต้องทำ Side Quest ที่ว่านี้ทั้งหมด ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะเป็นการบังคับผู้เล่นอยู่เล็กน้อยเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นผลตอบแทนของ Quest ที่ว่านี้ก็คุ้มค่ามากพอดูอยู่ เพราะนอกจากมันจะสนุกและน่าสนใจแล้ว คุณจะได้รับรู้ถึงภูมิหลังของเพื่อนร่วมทีมแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนก็มีเรื่องราวที่แตกต่างกันไปหลากหลายอารมณ์ ทั้งดุเด็ดเผ็ดร้อน บ้างก็หวานชื่นปนขม ตบท้ายด้วยรางวัลซึ่งเป็นการปลดล็อคพลัง Biotic หรือ ความสามารถพิเศษของสมาชิกในทีมผู้เป็นเจ้าของ Quest ซึ่งตัวเอกก็สามารถฝึกเอาไปใช้งานได้เป็นของแถม อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณคิดว่า Side Quest ภายในเกมนี้มันยังเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ผมอยากให้คุณลองคิดถึงการกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนที่ผมเปรียบเปรยไปในตอนแรกว่า คุณชอบการกินก๋วยเตี๋ยวแบบที่ไม่สามารถปรุงแต่งอะไรเพิ่มเองได้ หรือ กินแบบเลือกที่จะเติมได้เองตามใจชอบ มากกว่ากันครับ? เนื่องจาก Bioware ใช้พล็อตเรื่องที่เป็นสูตรสำเร็จคล้ายกับเกมภาคแรกจนสามารถเดาแนวทางการเดินเรื่องก่อนเล่นได้คร่าวๆว่า เรื่องราวต่างๆในภาคนี้จะออกมาในรูปแบบไหน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ Mass Effect 2 ถูกวิจารณ์ว่าตัวเกมมีการดำเนินเรื่องที่เป็นเส้นตรงเกินไป แต่โดยส่วนตัวแล้ว องค์ประกอบหลายๆอย่างรวมถึงวิธีการนำเสนอเนื้อเรื่องทั้งหมดภายในเกม คือสิ่งที่ช่วยทำให้คำวิจารณ์ที่ว่ามานี้ตกไป เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า เกมที่มีการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงคือเกมที่บังคับให้คุณมุ่งจากจุด A ไปยังจุด B เลยเพียงอย่างเดียว โดยที่การกระทำของคุณจะไม่ส่งผลใดๆกับตัวเกมและคุณก็จะไม่มีอิสระในการเลือกวิธีการที่จะเล่น แต่สำหรับ Mass Effect 2 จริงอยู่ที่การดำเนินเรื่องหลักๆภายในเกม ก็คือการเดินเรื่องจากจุด A ไปยังจุด B แต่ผมคงไม่สามารถเรียกการเดินเรื่องภายในเกมว่าเป็นเส้นตรงได้ ในเมื่อระหว่างการเดินทางระหว่างจุด A ไป B นั้น มันมีสถานที่ให้คุณแวะพักและค้นหาเรื่องราวต่างๆอยู่อย่างมากกมาย ไม่ว่าจะเป็น Side Quest ของเพื่อนแต่ละคนที่ช่วยขยายเรื่องราวปูมหลังความเป็นมาของพวกเขา (อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้) หรือแม้แต่ Quest ย่อยๆซึ่งเกี่ยวข้องกับ Faction ต่างๆภายในเกมอย่าง Blue Sun และ Blood Pack ซึ่งคุณสามารถหาเบาะแสได้จากข้อความใน Private Terminal หรือลงสำรวจดวงดาวต่างๆ ด้วยตนเอง ปิดท้ายด้วยระบบ Import Save เกมจากภาคแรกที่ทำให้เนื้อเรื่องย่อยหลายๆอย่างในภาคนี้แตกต่างกันไปตามการกระทำของคุณในภาคที่แล้ว จนสามารถพูดได้เลยว่า จริงๆแล้ว Mass Effect 2 ถูกออกแบบมาเพื่อการเล่นมากกว่า 1 รอบ และที่เด็ดก็คือ ถึงแม้ว่าคุณจะนำมันกลับมาเล่นซ้ำอีกเป็นรอบที่ 2 คุณก็ยังคงมีอิสระในการปฏิสัมพันธ์กับตัวละครภายในเกมด้วยบทสนทนาที่แตกต่างกัน (Renegade หรือ Paragon) ทำให้การเล่นซ้ำไม่ใช่เรื่องซ้ำซากและมันยังช่วยเพิ่มคุณค่าของตัวเกมให้สูงขึ้นอีกด้วย สำหรับผู้ที่เล่นจบไปแล้ว 1 รอบ (จะ Import Save มาหรือเล่นใหม่ก็ตาม) ถ้าคุณยังคิดว่าเกมนี้มันมีการดำเนินเรื่องที่เป็นเส้นตรงเกินไป ผมแนะนำให้คุณลองเล่นเกมนี้ซ้ำอีกครั้งครับ (ในแบบที่ต่างกับรอบแรก) แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างในรายละเอียดของเนื้อหา ซึ่งมันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้การดำเนินเรื่องภายเกมมีสีสันแตกต่างกันและคุณก็จะได้รับอารมณ์ที่แตกต่างกันไปอีกด้วย ถ้าจะพูดให้ชัดๆก็คือ ถึงเกมนี้จะมีจุดหมายปลายทางเพียงแห่งเดียว แต่คุณก็สามารถเลือกวิธีการที่จะไปยังจุดมุ่งหมายได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับการเล่นของคุณเองครับ
ก็นี่มัน Normandy SR2 !! องค์ประกอบใหม่ที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในภาคนี้ ส่วนใหญ่ผมได้ระบุลงไปในบทความ Hands On เกือบหมดแล้ว แต่ก็มีอยู่บางส่วนที่ยังไม่กล่าวถึง อย่างแรกเลยก็คือ เรื่องของช่องเก็บของ ใน Mass Effect 2 ตัวละครของคุณจะไม่มีช่องเก็บสัมภาระหรือที่เรียกกันในแบบบ้านๆว่า Inventory อีกแล้ว สาเหตุที่ทำให้ช่องเก็บของในเกมภาคนี้ถูกโละทิ้งไปส่วนหนึ่งก็มาจากความเห็นของแฟนๆเกม ที่มองว่าระบบการจัดการกับไอเทมในภาคแรกยังมีอะไรขาดๆเกินๆมากไป ประกอบกับ Bioware ก็ต้องการจะเน้นส่วนการเล่นแบบ Action ให้ดูน่าสนใจมากขึ้น สุดท้ายทีมงานจึงตัดสินใจถอดระบบช่องเก็บของออกไป แต่ใช่ว่าจะตัดทิ้งไปเลยซะดื้อๆ พวกเขาได้เพิ่มระบบการ Upgrade อาวุธและเทคโนโลยีแบบใหม่เข้ามาแทน ซึ่งมันทำให้การจัดการอาวุธและไอเทมต่างๆของคุณและลูกทีมง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น แทนที่คุณจะต้องวิ่งวุ่นหาชิ้นส่วนของปืนที่เหมือนกันเกือบครึ่งโหลเพื่อนำมาใช้ติดตั้งให้กับลูกทีมจนครบทุกคนเหมือนภาคที่แล้ว คุณก็แค่หาหรือซื้อเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการ Upgrade นั้นมาเพียงครั้งเดียว (ชิ้นเดียว) จากนั้นก็สั่งวิจัยมันที่ห้องทดลองภายในยาน อาวุธที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีซึ่งได้รับการวิจัยแล้วจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และไม่ว่าลูกทีมคนใดจะใช้อาวุธนี้ ผลจากการ Upgrade ก็จะเหมือนกันหมดโดยที่คุณไม่ต้องไปติดตั้งอะไรเพิ่มอีกเลย โดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างจะชอบการ Upgrade อาวุธและอุปกรณ์ที่ถูกแทนที่เข้ามาในภาคนี้มากกว่าระบบเก็บของแบบเก่า เพราะการลดการจัดการที่จุกจิกเกี่ยวกับการเก็บของลงไปก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน โดยเฉพาะถ้ามันช่วยทำให้หัวสมองของคุณมีที่ว่างมากขึ้นและมีสมาธิมากพอที่จะสนใจเกี่ยวกับอารมณ์และเนื้อเรื่องที่ถูกถ่ายทอดออกมาตลอดเกม อย่างที่สองก็คือ เนื่องจากมันไม่มีที่เก็บของภายในเกม คุณจึงไม่จำเป็นต้องก้มหน้าก้มตามองหาไอเทมที่หล่นตามพื้นหรือขุดคุ้ยจากศพอีกต่อไป เพราะสิ่งเดียวที่ให้จะเหลือให้คุณเก็บก็คือกระสุนปืน ซึ่งถูกนำมาแทนที่ระบบ Over Heat เมื่อยิงปืนต่อเนื่องนานเกินไปเหมือนที่มีอยู่ในเกมภาคแรก บอกลาความน่ารำคาญเมื่อยิง Sniper Rifle ไรเฟิลแบบเก่าไปได้เลย (ยิงได้ทีละนัดแล้วก็ต้องรอให้ปินหายร้อน) เพราะในภาคนี้คุณสามารถสาดกระสุนได้ไม่ยั้งจนกว่าศัตรูจะตายเรียบหรือไม่กระสุนของคุณก็หมดซะก่อน สิ่งสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงในหัวข้อนี้ก็คือ เพื่อนร่วมทีมชุดใหม่ที่มีมากถึง 11 คน (มากกว่าภาคแรกเกือบครึ่งโหลเลยทีเดียว) และคาดว่าคนที่ 12 จะมาพร้อมกับ DLC ตัวใหม่ของเกมในอนาคตในเร็ววันนี้ แม้ว่าผู้เล่นบางท่านจะมองว่า จำนวนเพื่อนร่วมทีมที่มากเกินไปในเกมภาคนี้ อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เล่นใช้งานตัวละครต่างๆในการสู้รบได้ไม่คุ้มค่าและทำให้ความน่าสนใจของตัวละครลดลง ซึ่งถ้าดูจากระบบขับเคลื่อนภายในเกมเป็นหลักแล้วผมคงต้องสารภาพเลยว่า ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่านี้เท่าไรนัก เพราะถ้าเรามอง Mass Effect 2 บนพื้นฐานของการเป็นเกม RPG เพื่อนร่วมทีมแต่ละคนก็มีบทบาทหรือเนื้อเรื่องที่แสดงถึงความคุ้มค่าน่าค้นหาอยู่ในตัวเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว (ไปทำ Side Quest ของสมาชิกแต่ละคนดูครับ) และถ้าจะให้มองบนพื้นฐานของส่วนที่เป็น Action ภายในเกม การตัดทอน Skill ต่างๆที่ไม่จำเป็นออกและคงเหลือไว้แต่ทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้จริงๆก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าเมื่อใช้งานสมาชิกแต่ละคนในการสู้รบด้วยซ้ำไป และถ้าจะให้ Bioware แก้ปัญหานี้ด้วยเพิ่มจำนวนสมาชิกที่ Shepard พาไปทำภารกิจด้วยได้ ก็คงจะดูกะไรอยู่ (อันนี้สมมุติให้ฟังนะครับ) เพราะผู้เล่นหลายๆท่านก็คงไม่อยากเห็นเหล่าทหารหาญจากยาน Normandy ทั้ง 11 นาย วิ่งตาม Shepard เข้าไปใน Citedel เพียงเพื่อจะซื้อปลาทองหรือหนูมาเลี้ยงบนยานแน่ๆ และการนำลูกทีมลงไปทำภารกิจได้พร้อมกันเพียง 2 คน ก็ดูจะเป็นอะไรที่เหมาะสมกับสมดุลของเกมที่สุดแล้ว ส่วนผู้เล่นจะใช้งานตัวละครใดมากหรือน้อย อันนี้ก็อยู่ที่การจัดการบริหารลูกทีมของแต่ละคนว่าจะเป็นอย่างไร (ถ้าดูดีๆ RPG อย่าง Dragon Age ก็มีการจัดการลูกทีมที่คล้ายกัน...แต่ทำไมไม่ยักกะมีคนบ่น) นอกจากนี้ตัวละครใหม่ๆที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภาคนี้ก็ได้รับการออกแบบมาได้อย่างมีเอกลักษณ์และมีบุคลิกน่าสนใจไม่ซ้ำกันอีกด้วยครับ
สิ่งที่ทำให้ Mass Effect 2 น่าจะถูกหักคะแนนมากที่สุดแทนที่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสั้นยาวของการดำเนินเรื่อง หรือจัดให้มันเป็นเกมผิดประเภทซึ่งมีสาเหตุมาจากการมองตัวเกมในมุมที่แตกต่างกันก็คือ ปัญหาด้านเทคนิคของตัวเกมที่จุกจิกกวนใจตลอดการเล่น อย่างเช่น ตัวละครเดินติดกำแพงล่องหน หรืออยู่ดีๆก็ลอยเข้าไปติดบนกล่องหรือก้อนหินจนทำให้ไม่สามารถเล่นต่อไปได้ (เอ้า...โหลดเซฟล่าสุด) ปัญหา Subtitle ที่ขึ้นไม่ทันบทพูด ระบบค้นหาเส้นทางของ AI ศัตรูที่มีปัญหาเป็นครั้งคราว กราฟิกในเกมแสดงผลผิดเพี้ยน (เงากลายเป็นหยักหรือมีแสงจ้าพุ่งออกมาจากมือหรือเท้า ตลอดจนโมเดลตัวละครจมลงตามพื้นผิวของสิ่งต่างๆ) รวมถึงปัญหาเกมติดแหงกอยู่ระหว่าง Cut scene จนทำให้ไม่สามารถดำเนินเรื่องต่อไปได้ (เอ้า....โหลดเซฟล่าสุดอีกที) และที่ซ้ำร้ายที่สุดก็คือ ปัญหาเกมล่มกลับสู่ Desktop แบบฉับพลันขณะที่คุณกำลังเมามันอยู่กับการสาดกระสุน ทำให้อารมณ์ของคุณสะดุดลงแบบดื้อๆ ซึ่งปัญหาที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ บอกตรงๆเลยว่ามันเป็นปัญหาที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นกับสุดยอดเกม RPG ระดับนี้เลยจริงๆ
อีกเรื่องที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ AI ภายในเกม อย่างที่ทราบกันว่า AI ภาคนี้ได้รับการปรับปรุงให้รู้จักคิดและมีความฉลาดมากกว่าเก่า จนผมเองก็อดไม่ได้ที่จะต้องออกปากชมการปรับปรุงในส่วนนี้ไปตั้งแต่การ Hands On (อย่างน้อยมันก็ฉลาดกว่า AI ในภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด) แต่เมื่อผมลองใช้เวลาเล่นเกมนี้แบบจริงๆจังๆชนิดข้ามวันข้ามคืน ผมกลับพบว่าปัญญาประดิษฐ์ภายในเกมยังคงมีความบกพร่องอยู่ เช่น ศัตรูเดินติดขอบกำแพงหรือที่กำบังจนมันกลายสภาพจาก AI จอมเจ้าเล่ห์เป็นเป้าซ้อมยิงอันไร้ชีวิตชีวา หรือแม้แต่ AI ของเพื่อนร่วมทีมที่บางครั้งเกิดบ้าพลังวิ่งออกไปรับกระสุนคล้ายๆกับเกมภาคแรก (ยังตามมาหลอนในภาคนี้อีกหรอ!!) หรือการยิงพลัง Biotic เข้าใส่ที่กำบังทั้งๆที่เล็งไปยังศัตรู จนผมคงต้องบอกว่าถ้าคุณอยากจะสู้รบให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด คุณคงจำเป็นต้องสั่งการลูกทีมด้วยตัวเอง (กด E,Q เพื่อสั่งเคลื่อนที่ และเข้าสู่ Command Menu โดยการกด Shift เพื่อสั่งให้โจมตีหรือใช้ท่าพิเศษด้วยตนเอง) เพราะการปล่อยให้ลูกทีมคิดเองทำเองในบางครั้งนั้น กลับเป็นผลเสียมากกว่าจะเป็นผลดี โดยเฉพาะในโหมด Insanity ที่ทุกการกระทำของคุณขณะสู้รบสามารถชี้เป็นชี้ตายกันได้ด้วยกระสุนไม่กี่นัด แต่สำหรับโหมด Normal ข้อผิดพลาดที่ว่านี้อาจจะไม่ส่งผลให้เห็นได้อย่างชัดเจนเท่าไรนักเพราะเกมค่อนข้างจะง่าย (แต่ก็ถือว่ามันคือข้อบกพร่อง) อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้ลูกทีมคิดเองทำเอง (โดยการกด C) ก็ไม่ได้ไร้ประสิทธิภาพหรือเลวร้ายอะไรมากมาย มันยังคงใช้งานได้ดีในหลายๆสถานการณ์ และโดยรวม AI ของเกมภาคนี้ก็ดีกว่าเกมภาคแรกทุกประการอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่มันอาจจะทำอะไรไม่ได้อย่างใจไปซะทั้งหมดแค่นั้นเองครับ กราฟิก Mass Effect 2 สร้างสรรค์ขึ้นบน Unreal Engine 3.5 (ภาคแรกใช้ Unreal Engine 3.0 ครับ) ภาพที่ได้จึงออกมาสวยงาม ดูดีกว่าเกมภาคแรกอยู่พอตัว แถมเกมภาคนี้ก็ไม่บริโภคทรัพยากรภายในเครื่องมากเกินความจำเป็น จนทำให้เครื่องระดับกลางๆก็สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลและได้ภาพที่มีรายละเอียดสูง สิ่งที่ถูกปรับปรุงซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็เห็นจะเป็น ผิวพรรณและหน้าตาของตัวละคร ที่ดูมีน้ำมีนวลและมีรายละเอียดประดุจคนจริง แสงเงาและงานศิลป์ภายในเกมสวยงามเข้ากับ Concept ของตัวเกมที่ตั้งใจให้ออกมาในลักษณะของ Dark Chapter Dark Universe เป็นอย่างดี ภายในเกมยังคงมี Option ให้คุณเปิดหรือปิด Film Grain เช่นเดียวกับเกมภาคแรก แต่ตัวเลือกนี้ถูกตั้งมาเป็นแบบ Default Off ตั้งแต่ต้นเกม อาจจะเพราะว่า Bioware อยากให้การนำเสนอภาพในเกมภาคนี้ออกมาในลักษณะของภาพยนตร์ระดับ HD มากกว่าที่จะต้องการให้ผู้เล่น (หรือผู้ชม) รู้สึกเหมือนดูหนังบนแผ่นฟิล์มยุคเก่า นอกจากนี้ผู้พัฒนายังได้ปรับปรุงระบบ UI ให้ใช้งานง่ายและดูไม่รกตา โดยเฉพาะ UI ในการสู้รบที่มีลดขนาดให้ดูกะทัดรัดและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม แถมจะไม่ปรากฏให้เห็นแบบเกะกะหน้าจออีกต่อไปถ้าคุณไม่ได้กดหยุดเกมเพื่อสั่งการใน Command Menu ทำให้คุณได้รับประสบการณ์ในการสู้รบแบบเต็มตาเหมือนดูภาพยนตร์มากเลยทีเดียว
เสียงประกอบ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดนตรีประกอบและเสียงพากษ์ของตัวละครต่างๆคือสิ่งที่ช่วยทำให้เกมในซีรี่ย์ Mass Effect มีความน่าสนใจและดูโดดเด่นมากกว่า RPG เกมอื่นๆของ Bioware โดยเฉพาะกับ Mass Effect 2 ซึ่งผู้พัฒนาลงทุนใช้ดาราซุปเปอร์สตาร์มาให้เสียงพากษ์และเป็นแบบให้กับตัวละครภายในเกมกันเลย อาทิ Martine Sheen ผู้ให้เสียงพากษ์เป็น “Illusive Man” ผู้นำของ Cerberus ที่มีบุคลิกลึกลับและสุขุม (น้ำเสียงเหมาะกับตัวละครมาก) หรือ Yvonne Strahovski นางเอกจากซีรี่ย์เรื่อง Chuck ที่ให้ทั้งเสียงพากษ์และเป็นแบบให้กับตัวละคร “Miranda Lawson” หรือแม้แต่ Carrie-Anne Moss นางเอกจากภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง The Matrix ที่มาให้เสียงพากษ์เป็น “Aria” หญิงชาว Asari ผู้ทรงอิทธิพลใน Omega Station นอกจากเสียงพากษ์ที่ทำได้อย่างไม่มีที่ติแล้ว เพลงประกอบภายในเกมก็ดูมีมนต์ขลังอลังการงานสร้างอย่างมาก โดยเฉพาะฉากจบของเกมที่บอกได้คำเดียวเลยว่า “โคตร EPIC!!” และนี่คือโฉมหน้าส่วนหนึ่งของผู้ให้เสียงพากษ์ตัวละครในเกม Mass Effect 2 ไปดูกันเลยครับว่ามีใครกันบ้าง (มีหลายคนที่ผมเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน)
ข้อดี - เนื้อเรื่องและการนำเสนอที่ชวนติดตามในลักษณะภาพยนตร์ HD - ส่วน Action ที่ผสมผสานกับ RPG ได้อย่างลงตัว - มีคุณค่าที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกหลายรอบ - ดนตรีประกอบและงานพากษ์ระดับสุดยอด - สร้างอารมณ์ร่วมให้กับคุณตลอดการเล่น - ระบบ Import ตัวละครจากภาคแรกช่วยสร้างความหลากหลายในรายละเอียดของเนื้อหา - เข้าถึงได้ง่ายไม่ว่าคุณจะเป็นคอเกม RPG หรือผู้เล่นธรรมดาทั่วไป ข้อเสีย - เนื้อเรื่องหลักอาจจะสั้นเกินไปหน่อย - Bug ที่ไม่น่าให้อภัยยังคงมีให้เห็นอยู่ประปราย - Mission Complete (WTF!!!) - AI ยังมีอาการไร้สาระเป็นบางครั้ง และเกมก็ง่ายเกินไปที่ระดับ Normal
Story&Presentation 9.5/10 Gameplay 9.0/10 Sound 10/10 Graphic 9.0/10 UI&Control 9.5/10 Value 10/10 Total 9.5/10 (ไม่ใช่คะแนนเฉลี่ย) Bioware ได้พิสูจน์ให้คุณได้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าคุณจะจัด Mass Effect 2 ให้เป็นเกมประเภทไหน เกมในซีรี่ย์นี้ก็จะยังยอดเยี่ยมอยู่เช่นเดิม การดำเนินเรื่องที่น่าสนใจ บทสนทนาหลากหลายอารมณ์ระดับสุดยอดเกม RPG เสียงประกอบลงตัวแบบสุดๆ ส่วน Action ที่ทำให้เกมน่าสนใจมากขึ้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คุณจะได้พบเจอเมื่อเล่นมัน และเมื่อดูรายชื่อเกมที่จะออกในปี 2010 ผมก็ไม่สงสัยอีกแล้วล่ะว่าตำแหน่ง RPG of The Years ในปีนี้จะตกเป็นของใคร ถ้าคุณเรียกตัวเองว่าเกมเมอร์คุณต้องหาเกมๆนี้มาเล่นให้ได้ครับ ไม่งั้นเสียชาติเกิดไม่รู้นะเออ!! ปิดท้ายก่อนจากด้วย VDO ขำๆ สำหรับใครก็ตามที่คิดว่าการเล่นเป็นคนโฉดในเกมนี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไรนัก คุณต้องดูนี่!! (โปรดระวัง VDO นี้มีการ Spoil เนื้อหาบางส่วนของตัวเกม)
Hits: 5998 Comments (9)
![]()
wutthilr
said:
|
|
... ถามนิดกับความเป็น RPG ของเกมนี้ ผมต้องเล่นและ upgrade ให้สมกับอาชีพอย่างพิถีพิถันหรือไม่ครับถึงเล่นผ่านด่านไปได้ไม่ยากเย็น ตอนนี้ผมก็เล่นแบบ default ก็ดูเหมือนไม่ต้องระวังอะไรเท่าไหร่ คิดว่าภาคแรกยังต้องเลือก up ให้เหมาะสมถูกต้องกับความถนัดกว่าภาคนี้..หรือเปล่า หรืออย่าง RPG อื่นเช่น Titan quest เป็นต้น |
|
Alphanet
said:
|
... ^ ^ skill อยู่อย่างเหมาะกับอาชีพอยู่แล้วครับ ^^ (ไม่มีอะไรที่ไม่ได้ใช้ เพราะฉะนั้นอัฟไปเถอะ) |
|
wutthilr
said:
|
... แบบคุ้นกับ RPG ที่มี skill หลากหลายให้เลือก up ดูมันส่งเสริมความเป็นเกม RPG ดีว่าจะประคองอาชีพที่เลือกไปอย่างถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ ถ้ามาเป็นที่จังหวะเดี่ยวคงต้องเล่นใหม่เพราะบางครั้งก็กดผิดกดถูกมั่วไป แต่ไม่ค่อยชอบแบบนี้เลย คิดว่ามันเข้าใกล้เกม action อย่าง dead space เพียงมีบทพูดเยอะแค่นั้น หรือผมยังเล่นไปไม่ไกลก็ไม่ทราบ หรือว่าตรงการวิจัยพวกอาวุธ เทค และอื่นๆก็ต้องทำให้ถูกต้องและจังหวะด้วยครับ ผมเจอการวิจัยแค่ครั้งเดียวยังไม่ได้ทำความเข้าใจอะไรเท่าไหร่ ชอบการ up อาวุธที่ใช้บ่อยๆของ Borderland |
|
Lovely
said:
|
... ถ้าเป็นผม เอาไป 7.5 bug มันเยอะเกินจิง แถม bug แบบที่ทำให้อาจ restart mission ใหม่ ถ้าเล่นแบบ vetaran ขั้นเป็นจะเซ็งสุดๆๆ |
|








