| Assassin's Creed 2 Review | |
|
|
Assassin's Creed II LIVE BY THE CREED
ในปฐมบทแรกของ Assassin’s Creed คุณจะได้รับบทเป็น Desmon Mile ชายผู้มีอาชีพเป็นแค่บาร์เทนเดอร์ธรรมดาๆ ที่ไม่รู้เลยว่าบรรพบุรุษของเขานั้นเป็นสุดยอดมือสังหารในอดีต (เป็นมันทั้งตระกูลเลยก็ว่าได้) และยังเป็นผู้ที่กุมความลับเกี่ยวกับสมบัติในตำนานที่หายสาบสูญไปอีกด้วย จนกระทั่ง Mile ถูกลักพาตัวด้วยองค์กรลึกลับและถูกนำตัวไปทดลองด้วยเครื่อง Animus ซึ่งสามารถถอดรหัสความทรงจำที่ซ่อนอยู่ใน DNA ออกมาได้ ทำให้ Mile เข้าถึงความทรงจำของ Alteir และสุดท้ายก็ค้นพบสมบัติที่หายไป แต่เรื่องราวยังไม่ทันจะถึงบทสรุป การทดลองด้วยเครื่อง Animus ก็หยุดลงซะก่อน Mile ถูกสั่งให้กลับไปพักผ่อนเพื่อรอการทดลองถอดรหัสความทรงจำรอบต่อไป แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น เมื่อ Mile ตื่นขึ้นมาและพบว่าตนเองมองเห็นนิมิตประหลาดซึ่งไม่สามารถอธิบายได้...เรื่องราวของเกมภาคแรกก็จบลงตรงนี้ ใครที่ค้างคาใจกันมาตั้งแต่ภาคที่แล้วก็มาสานต่อเรื่องราวกันในภาคนี้ได้เลย
คุณสามารถอ่านบทวิจารณ์ของ Assassin’s Creed ภาคแรกได้ที่ Retro:Assassin's Creed Review ครับ ความแตกต่างของยุโรปและตะวันออกกลาง ใน Assassin’s Creed 2 คุณยังคงได้รับบทเป็น Desmon Mile คนเดิม แต่ในครั้งนี้การถอดรหัสความทรงจำที่ซ่อนอยู่ใน DNA ของเขา ไม่ใช่แค่เพียงเพื่อค้นหาสมบัติในตำนาน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่เพื่อความอยู่รอดของตัวเขาเองและมวลมนุษย์ชาติ ที่มีความลับของเหล่าบรรพบุรุษซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ยาวนานกว่า 600 ปีเป็นเครื่องชี้ชะตา ด้วยเครื่อง Animus 2.0 คุณจะได้ย้อนเวลากลับไปที่ประเทศอิตาลีในช่วงปี 1476 และรับบทเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของ Desmon Mile นามว่า Ezio Auditore ชายหนุ่มผู้ที่เกิดในตระกูลอันสูงศักดิ์ ซึ่งชอบใช้ชีวิตสนุกไปวันๆ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งเปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดกาล เมื่อพ่อ พี่ชายและน้องชายของเขา ถูกบุคคลใกล้ชิดกับวงตระกูลทรยศหลักหลังและเป็นเหตุให้สมาชิกในครอบครัวถูกสั่งประหาร Ezio จึงต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นมือสังหารเพื่อล้างแค้นให้กับบุคคลอันเป็นที่รักของตน รูปแบบการเล่นทั่วๆไปของ Assassin’s Creed 2 คล้ายคลึงกับ Assassin’s Creed ภาคแรกเป็นมาก จนบางครั้งผมเองก็รู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมเดิมๆที่ออกมาก่อนหน้านี้ 3 ปีแล้ว แต่ใช่ว่าองค์ประกอบของ Assassin’s Creed 2 นั้นจะเหมือนภาคแรกเป๊ะๆ เพราะครั้งนี้ผู้พัฒนาได้เพิ่มเติมองค์ประกอบใหม่ๆเข้าไปทำให้เกมมีสีสันมากขึ้น (ตามคำเรียกร้องของแฟนเกมที่ระบุว่าภารกิจในภาคแรกนั้นซ้ำซากน่าเบื่อจนเกินไป) ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเนื้อเรื่องที่ชวนติดตามมากขึ้น รูปแบบภารกิจที่หลากหลายมากขึ้น ลูกเล่นในการสังหารหรือลอบเร้นแบบใหม่ๆ การพัฒนาตัวละครแบบใหม่คล้ายกับเกมแนว RPG รวมถึงระบบการค้าขายที่เข้ากับยุคสมัยภายในเกม เนื่องจากหนึ่งในองค์ประกอบใหม่ของภาคนี้คือระบบการค้าขาย การเข้าถึงอาวุธและชุดเกราะชนิดใหม่ของเกมภาคนี้จึงไม่ได้อ้างอิงตามการเดินเรื่องภายในเกมเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว คุณสามารถจัดหาอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆได้จากพ่อค้าที่ร้านตีเหล็กตามเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มีด ดาบยาว ค้อนสงคราม มีดขว้าง กระสุนปืน ระเบิดควัน หรือแม้แต่อุปกรณ์ป้องกันอย่างชุดเกราะส่วนต่างๆ และถ้าชุดเกราะของคุณเกิดเสียหายจากการสู้รบ คุณก็สามารถนำมันมาซ่อมแซมที่ร้านนี้ได้ด้วยเช่นกัน และนอกจากร้านค้าอาวุธแล้ว ภายในเกมยังมีร้านขายงานศิลป์ ร้านหมอ (ซึ่งขายยาและให้การรักษาเมื่อ Ezio บาดเจ็บจากการสู้รบ) และร้านขายเสื้อผ้าที่อนุญาตให้คุณปรับแต่งสีเสื้อได้หลากหลายชนิด แต่ก็แน่นอนขึ้นชื่อว่าการค้าขาย ร้านต่างๆเหล่านี้คงจะไม่ให้บริการคุณแบบฟรีๆแน่ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมาพร้อมกับราคา นั่นจึงทำให้เงินเข้ามามีบทบาทสำคัญกับเกมการเล่นภาคนี้ด้วย เงินคือหนึ่งในองค์ประกอบใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาและมันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ชีวิตของ Ezio สบายขึ้นในหลายๆด้าน คุณสามารถหาเงินได้จากการล้วงกระเป๋าหรือค้นจากศพของทหาร, รับทำภารกิจต่างๆจากผู้ว่าจ้าง, วิ่งไล่จับหัวขโมยหรือคนส่งจดหมายของศัตรูที่จะปรากฏขึ้นแบบสุ่มขณะที่กำลังเล่น ไปจนถึงการไล่เปิดหีบสมบัติที่กระจายอยู่ทั่วฉาก (ซึ่งมีเยอะมากจนน่าเบื่อ) แต่รายได้หลักๆตลอดเกมของคุณจะมาจากมูลค่าของ Vila ซึ่งคุณจะสามารถเข้าถึงมันได้ในช่วงกลางเกม เมื่อดำเนินเรื่องไปซักระยะหนึ่งเกมจะเปิดโอกาสให้คุณอัพเกรดเมืองและ Vila ซึ่งเป็นที่พำนักของเหล่ามือสังหารในภาคนี้ การอัพเกรดส่วนต่างๆของเมืองไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ป้อมปรากการหรือโบสถ์ จะช่วยเพิ่มมูลค่าของเมืองและ Vila ของคุณ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ Ezio มีรายรับมากขึ้น (คุณจะได้รับเงินทุกๆ 20 นาที) นอกจากนี้การตกแต่ง Vila ด้วยงานศิลป์ต่างๆที่หาซื้อได้ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าของเมืองด้วยเช่นกัน ภารกิจต่างๆในเกมภาคนี้ถูกปรับปรุงให้มีความหลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะภารกิจหลักที่มีการสอดแทรกการเล่าเรื่องราวอยู่ตลอดเวลาและรูปแบบการเล่นก็นำเสนอออกมาได้อย่างสมดุล ทั้งการเล่นแบบลอบเร้นหรือบู๊ล้างผลาญ คุณจะได้เจอกับตัวละครสำคัญในประวัติศาสตร์จริงซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในเนื้อเรื่องและคอยช่วยเหลือตัวเอกอยู่ตลอดอย่างเช่น Leonardo Da Vinci ที่จะคอยประดิษฐ์อุปกรณ์ใหม่ๆให้ Ezio เอาไปใช้งาน แต่สำหรับภารกิจปรพเภท Free roam ภายในเกม ผมเองกลับไม่รู้สึกว่ามันน่าสนใจเท่าไรนัก แม้ว่าจะมีการเพิ่มรูปแบบภารกิจใหม่ๆเข้ามา อย่างเช่น การส่งจดหมาย การต่อยกับสามีชาวบ้าน การหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ตามฉาก การลอบสังหารแบบอิสระ รวมถึงการไล่แกะโปสเตอร์ประกาศจับเพื่อลดค่าหัวของ Ezio (ที่ดูไม่ค่อยสมเหตุผลเท่าไรนัก เพราะโปสเตอร์ประกาศจับดันไปติดอยู่บนหลังคา ซึ่งใครเค้าจะขึ้นไปดู) แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เกมสนุกมากขึ้นหรือชวนเล่นเท่าไร ซ้ำร้ายผมคงจะพูดได้ว่า ความน่าเบื่อของเกมภาคนี้มันดันมาจากตัวเกมที่มีอะไรให้ทำมากจนเกินไป มากจนเหนื่อย ไม่ได้มาจากรูปแบบภารกิจที่ซ้ำซากเช่นภาคแรก อย่างไรก็ตาม ภารกิจที่ชื่อว่า The Truth ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของ Subject 16 ผู้ที่ถูกนำตัวมาทดลองกับเครื่อง Animus เช่นเดียวกับนาย Mile ของเรา กลับชวนให้ติดตามอย่างประหลาดและการนำเสนอภารกิจที่หยิบเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์จริงๆมาผสมกับการแก้ปริศนาแนว Puzzle ก็ทำให้เกมดูน่าสนใจมากเลยทีเดียว Assassin’s Creed 2 มีเนื้อเรื่องที่ยาวกว่าภาคแรกพอสมควร (Memory หลัก 13 ตอน) และภารกิจที่เยอะเกินไปก็ทำให้เกมรู้สึกน่าเบื่อมากโดยเฉพาะในช่วงกลางๆเกม แม้ว่าเนื้อเรื่องของเกมจะยาวยืดแต่ผมก็คงต้องยอมรับว่าจุดเด่นซึ่งน่าสนใจมากที่สุดในเกมภาคนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นส่วนของเนื้อเรื่องนี่แหละ การเล่าเรื่องของเกมภาคนี้ทำได้อย่างน่าสนใจและมีเอกลักษณ์ดีมาก (แม้ว่าการเล่าเรื่องในบางจุดจะทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์อย่าง The Matrix หรือ Da Vinci Code ก็ตาม) ผู้เล่นหลายๆคนที่เริ่มเล่นเกมนี้อาจจะคิดว่าเนื้อเรื่องของภาคนี้วนเวียนอยู่กับการแก้แค้นของ Ezio เพียงอย่างเดียว แต่จริงๆแล้วเมื่อคุณเล่นไปเรื่อยๆ คุณจะเจอกับทฤษฏีสมคบคิดต่างๆ คุณจะได้รู้ว่าทำไมครอบครัวของ Ezio ถึงถูกสังหาร คุณจะได้รู้ว่าพวกเขากุมความลับอะไรไว้ และสมบัติจากเกมภาคแรกมีความเกี่ยวข้องอย่างไร ไปจนถึงบทสรุปของเกมสุดหักมุมที่แม้แต่คนที่เบื่อหน่ายกับเกมการเล่นที่ยาวนานเช่นผม ก็ยังต้องอึ้ง (ถ้าคุณอ่าน Subtile รู้เรื่องอ่ะนะ) เห็นได้ชัดเลยว่าผู้พัฒนาตั้งใจทำการบ้านมาอย่างดี มีการหยิบเอาทฤษฏีจากโลกในยุคปัจจุบัน (เช่น วันสิ้นโลกตามทฤษฏีของชาว Maya) ไปใช้สร้างเรื่องราวภายในเกมจนดูน่าสนใจ จนอาจจะพูดได้ว่าเนื้อเรื่องของเกมนี่แหละคือองค์ประกอบหลักที่ช่วยผลักดันให้คุณสามารถเล่นมันจนจบได้ ถึงแม้มันจะมีส่วนที่น่าเบื่ออยู่บ้างในช่วงกลางๆเกม แต่การเล่าเรื่องในช่วงต้นเกมและบทสรุปส่งท้ายนั้นกลับชวนให้ติดตามเอามากๆเลยครับ Interface แบบใหม่ของ Animus 2.0 ดูล้ำสมัยดีมาก ผู้พัฒนาได้ปรับปรุงให้ UI ใช้งานได้ง่ายกว่าเดิม ไม่เกะกะเทอะทะเหมือนเกมภาคก่อนอีกแล้ว ระบบแผนที่ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ดูง่ายกว่าเดิม ไอคอนแทนภารกิจต่างๆมีการบอกตำแหน่งสูงหรือต่ำด้วยการทำสีให้จางหรือทึบ ทำให้ดูง่ายขึ้นมาก ข้อผิดพลาดในส่วนนี้ที่คุณจะพบเจอได้ตลอดเกมก็คือ Marker ต่างๆที่แสดงตำแหน่งภารกิจหรือตำแหน่งของศัตรูภายในฉาก จะค้างอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหายไปไหนทั้งๆที่ภารกิจเสร็จสิ้นหรือศัตรูนั้นถูกกำจัดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการควบคุมนั้น แม้ว่าหลายๆคนจะสามารถใช้ Keyboard เล่นได้ไม่มีปัญหา แต่ผมกลับประสบปัญหาเรื่องการหมุนมุมกล้องซึ่งมีอาการฝืดและสะดุดอย่างเห็นได้ชัด จนสุดท้ายผมต้องหันไปใช้ 360 Controller มาเล่นแทน แต่ความหงุดหงิดในการควบคุมก็ยังไม่หมดไป เพราะปุ่มต่างๆที่แสดงอยู่ในเกมนั้นถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์รูปแบบต่างๆ เช่น มือ ดาบ เท้า และถึงแม้ว่าปุ่มต่างๆจะมีสีบอกเป็นนัยๆอยู่ว่าผมควรจะกดปุ่มไหน แต่กว่าจะทำความคุ้นเคยได้ ผมก็ต้องเปิดเข้าไปดูใน Option อยู่หลายรอบเหมือนกัน นี่ขนาดเล่นด้วย 360 Controller นะครับ แล้วคนที่เล่นด้วย Keyboard จะมึนขนาดไหน
ระบบ Day & Night Cycle ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภาคนี้ส่งผลต่อการเปลี่ยนเวรยามของศัตรู ดังนั้นไม่ต้องประหลาดใจนะครับ ว่าทำไมทหารยามที่คุณฆ่าไปแล้วดันโผล่มาให้คุณจิ้มเล่นอีกที่จุดเดิมเรื่อยๆ แต่ระบบนี้ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความฉลาดของ AI แม้แต่น้อย ถ้าคุณคาดหวังว่าจะเจอกับ AI ที่หูตาไวแบบสุดขั้ว หรือฉลาดเป็นกรด ตอบสนองไวเป็นลิงก็คงจะต้องผิดหวังละครับ เพราะ AI ในภาคนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกับภาคแรกมากมายนัก พวกมันยังมีอาการหูหนวกตาบอดและเน้นการรุมกินโต๊ะอยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะเหล่าทหารศัตรูที่ยืนเฝ้ายามอยู่บนพื้นตามจุดต่างๆ (ย้ำว่าบนพื้น) แม้ว่าคุณจะปาดคอเพื่อนของมันที่ยืนอยู่ข้างๆ หรือกระโดดไปด้านหลังของพวกมันเพื่อขโมยสมบัติที่มันเฝ้าอยู่ ทหารยามพวกนี้ก็แทบจะไม่ตอบสนองกับคุณเลย (ถ้าคุณมีค่าหัวที่สูงหน่อย การตอบสนองของ AI เหล่านี้ก็จะรวดเร็วขึ้นเล็กน้อย) ต้องเชือดให้เห็นกันชัดๆเท่านั้นทหารยามเหล่านี้จึงจะออกไล่ล่าคุณ และที่สำคัญ ฝีมือการดวลดาบหรือการออกอาวุธของทหารเหล่านี้ก็ไม่ได้รับการปรับปรุงให้เก่งกาจขึ้นเลย ผมว่าฝีมือการต่อสู้ของพวกมันค่อนข้างจะห่วยกว่าทหารยามในเกมภาคแรกด้วยซ้ำ โดยเฉพาะทหารที่ใส่เกราะหนักซึ่งมีฝีมือเทียบไม่ได้กับเหล่า Templar ในภาคแรกเลยซักนิด (เก่งให้ตายพอเจอปลดอาวุธก็เสร็จทุกราย) แต่สำหรับทหารที่เดินเวรยามอยู่ตามหลังคาตึก พวกมันกลับมีการตอบสนองที่ดีมาก ตอบสนองทั้งเรื่องของเสียงฝีเท้าและการมองเห็น แถมบางครั้งผมยังรู้สึกว่าพวกมันมีตาทิพอีกต่างหาก (ยิงธนูปลิวข้ามหลังยอดตึกมาแต่ไกล) และถึงแม้ว่าตัวเอกในภาคนี้จะว่ายน้ำได้แล้ว แต่ AI ก็กลับไม่เป็นเช่นนั้น คุณสามารถหลอกให้มันวิ่งมาตกน้ำตาย หรือตกตึกตายได้เช่นเดียวกับภาคแรกอย่างไม่มีผิดเพี้ยน โดยรวมแล้ว AI ในภาคนี้ก็ไม่ได้ห่วยแตกหรือท้าทายมากเกินไปนัก ยิ่งถ้าคุณออกอาวุธได้อย่างคล่องแคล่วและเล่นภาคแรกมาก่อนแล้ว AI ในภาคนี้ก็จะ ชิวๆ มากสำหรับคุณละครับ
กราฟิกของ Assassin’s Creed 2 ได้รับการปรับปรุงให้ดูดีกว่าภาคแรกพอสมควร แต่ก็ไม่ได้แตกต่างถึงขั้นก้าวกระโดดจนน่าประหลาดใจ สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือเรื่องของแสงเงาและความคมชัดภายในเกม ซึ่งเป็นผลมาจากระบบ Day & Night Cycle ลูกเล่นใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภาคนี้ ตลอดเวลาที่เล่นคุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบตัวตามช่วงเวลาต่างๆ ทั้งเรื่องของแสงเงา หมอกควัน หรือท้องฟ้าที่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แสงแรกของรุ่งอรุณไปจนถึงยามอาทิตย์อัสดง สิ่งต่างๆเหล่านี้ช่วยทำให้โลกภายในเกมดูมีชีวิตชีวามากขึ้น และสถานที่แต่ละแห่งภายในเกมก็มีสภาพแวดล้อมที่หลากหลายกว่าเดิมมาก คุณจะได้ออกผจญภัยในเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนอย่าง Florence หรือไปเยือนเมืองที่เต็มไปด้วยทุ่งอันเขียวขจีอย่าง Tuscany และปิดท้ายด้วยการเข้าร่วมเทศกาลเต้นรำยามค่ำคืนในกรุง Venice เนื่องจากเกมดำเนินเรื่องอยู่ในยุคที่การค้าและศิลปะกำลังเฟื่องฟู งานศิลป์สไตล์ยุโรปจึงพบเห็นได้ทั่วไปตลอดเกม เช่น ภาพวาดของศิลปินชื่อดังระดับโลก ซึ่งสามารถซื้อหาเอาไปตกแต่งคฤหาสน์ได้ (แต่ก็น่าแปลกที่มันเอามาขายกันตามร้านแผงลอยในเกม) หรือสถานที่สำคัญจริงๆอย่างโบสถ์ Santa Maria ก็ถูกหยิบยกเข้ามานำเสนอไว้ในเกมนี้ด้วย และที่ผมชอบที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องของเครื่องแต่งการของ Ezio ที่ดูหรูหราฟู่ฟ่าเข้ากับยุคสมัยในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความลึกลับที่ดูมีมนต์ขลัง โดยส่วนตัวแล้วเรื่องงานศิลป์และความสวยงามของเกมภาคนี้ถือว่าสอบผ่านทั้งหมด แต่ก็แน่นอน ความสวยงามที่เพิ่มขึ้นก็ต้องแลกมาด้วยสเป็กเครื่องที่โหดขึ้นตามไปด้วย(แต่โชคดีที่ 8800GT ของผมยังเอาอยู่) และที่เห็นจะกินเครื่องมากที่สุดก็คือเรื่องของเงาที่เพิ่มมานี่ละครับ ซ้ำร้ายเกมยังไม่มีตัวเลือกให้เปิดหรือปิดเงา แถมยังมีปัญหาเรื่องการปรับ Resolution ซึ่งบังคับให้คุณต้องเลือกการแสดงผลให้ตรงกับ Native Resolution เท่านั้นถึงจะได้ภาพแบบเต็มจอ (ไม่มีกรอบดำด้านบนและล่าง) ใครที่เครื่องไม่แรงพอหรือมีอาการกระตุกมากๆคงได้เซ็งไปตามๆกันละครับ เพราะตัวเลือกให้ปรับแต่งกราฟิกนั้นมีความยืดหยุ่นน้อยมาก สำหรับเรื่องเสียงประกอบนั้น ภาษาอังกฤษสำเนียงอิตาลีทำออกมาได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ แต่สำหรับใครที่ฟังสำเนียงการพูดแล้วยังมีอาการมึนงงอยู่ เกมภาคนี้ก็มี Subtitle ให้คุณได้เปิดใช้แล้วนะ และผมก็คาดว่าผู้เล่นส่วนใหญ่ในบ้านเราที่อยากจะรู้เรื่องราวก็คงจะเลือกเปิดคำบรรยายด้วยกันทั้งนั้น (แน่ละ..ตูก็ฟังภาษาอิตาเลียนไม่ออก) ปัญหาเรื่องเสียงที่พบจริงๆก็คือ การตอบสนองของเสียงในเกมบางจุดที่ยังดูไม่สมจริงเมื่อเทียบกับระยะทาง เช่น เสียงเรียกของตัวละครบางตัวที่ฟังดูชัดเจนเหมือนยืนอยู่ใกล้ๆ แต่จริงๆแล้วตัวละครนั้นอยู่ไกลออกไปเป็นกิโล ปัญหานี้ทำเอาผมเองสับสนกับตำแหน่งที่ต้องเข้าไปรับภารกิจอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นตอนไปขึ้นเรือก่อนไปเวนิส หรือการรับภารกิจตามยอดตึกต่างๆ และในบางครั้งเสียงของเกมก็มีการวน loop ซ้ำๆอย่างไรสาเหตุอีกด้วย
เกมนี้ต้องการ Internet ที่เสถียรในการเล่นและคุณต้องเชื่อมต่อมันอยู่ตลอดเวลาถึงจะเล่นเกมได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้เล่นบางส่วนที่ประสบปัญหาในการเชื่อมต่อไปยัง Server ทั้งๆที่ Internet นั้นปกติ และในขณะที่คุณกำลังเล่นอยู่นั้น ถ้าเกิด Internet มีปัญหา เกมก็จะเด้งกลับสู่หน้าจอ Desktop ทันที นี่เป็นฝันร้ายอย่างมากสำหรับผู้ที่กำลังทำภารกิจที่ยืดยาวและไม่มี Checkpoint ระหว่างทาง เพราะเมื่อคุณเข้าเกมไปใหม่คุณจะต้องไปเริ่มภารกิจนั้นใหม่ทั้งหมด (เซ็งเป็ดกันไปเลย) โดยส่วนตัวแล้ว DRM ของเกมๆนี้ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับผมมากเท่าไรนัก (สงสัยจะโชคดี) การเชื่อมต่อปกติดีทั้งหมด แต่ก็มีบ้างที่เกมเด้งกลับออกสู่ Desktop เอาดื้อๆและทำการ Synce ไฟล์เกมไม่หยุด อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เล่นอีกเป็นจำนวนมากที่ประสบปัญหากับระบบป้องกันอันห่วยแตกนี้จนถึงขั้นที่ไม่สามารถเข้าเล่นเกมได้เลยทีเดียว และ Ubisoft เองก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะแก้ไขหรือถอดระบบนี้ออก แต่พวกเขาก็ได้ระบุว่าถ้า DRM ตัวนี้ถูกเจาะเป็นผลสำเร็จ พวกเขาก็จะถอดระบบการป้องกันอันห่วยแตกนี้ออกทันที (ซึ่งน่าจะส่งผลต่อเกมที่จะวางจำหน่ายในอนาคตของ Ubisoft เองด้วย) และจากข่าวล่าสุดตอนที่เขียนบทความนี้ DRM ตัวนี้ก็ได้ถูกเจาะไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้แต่หวังว่า Ubisoft จะถอดระบบการป้องกันคนเล่นแผ่นแท้นี่ออกไปในเร็ววันตามที่สัญญาเอาไว้ เพราะคงไม่มีผู้เล่นคนไหนที่อยากจะมานั่งขออนุญาตผู้พัฒนาเพื่อเล่นเกมซึ่งตนเองเสียเงินซื้อมาอย่างถูกต้อง ในขณะที่เหล่า Pirate เล่นฟรีและไม่มีปัญหาใดๆ จากผลที่เห็นๆกันอยู่ในตอนนี้ ผมคงต้องบอกว่า ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการนำระบบป้องกันใดๆมาใช้ แต่ต้องไปแก้กันที่จิตสำนึกของผู้เล่นและคนพัฒนามากกว่า DRM ตัวนี้จึงถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกับ Starforce รุ่นพี่ของมัน ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกแล้วนะจ๊ะ Ubisoft
- การนำเสนอเนื้อเรื่องใหม่ที่ชวนติดตาม - ลูกเล่นและระบบใหม่ทำให้เกมน่าสนใจมากขึ้น - มี Subtitle แล้วในภาคนี้ - สภาพแวดล้อมและงานศิลป์สวยงามมาก กราฟิกสวยงามมากกว่าเดิม - รูปแบบภารกิจหลากหลายมากกว่าเกมภาคแรก การเล่นแบบลอบเร้นก็มีบทบาทมากขึ้นกว่าภาคแรก - ส่วนของ Action ยังสนุกเหมือนเดิม การปลดอาวุธทำให้เกมการเล่นในส่วนนี้น่าสนใจมากขึ้น
- การเดินเรื่องช่วงกลางเกมน่าเบื่อมาก - ฉากการสังหารบุคคลต่างๆ ดูธรรมดาเกินไป เหตุการณ์ปลีกย่อยในส่วนนี้ไม่น่าสนใจเท่าภาคแรก - มีอะไรให้ทำเยอะเกินไป จนคุณอาจจะรู้สึกเบื่อ - AI ยังไม่ฉลาดเท่าที่ควร ระบบเสียงไม่สมจริงบางจุด - การแสดงผลและการควบคุมมีปัญหาในผู้เล่นบางคน - DRM สุดห่วยแตก ต้องเชื่อมต่อ Internet ตลอดเวลาเพื่อเข้าเล่น - บัคจุกจิกที่พบเจอได้ตลอดการเล่น เช่น เดินติดกำแพงล่องหน การกระโดดทะลุสิ่งกีดขวาง ไอคอนแสดงภารกิจค้างอยู่บนหน้าจอ
โดยรวม ถ้าคุณไม่แคร์กับระบบป้องกันสุดห่วยแตกของเกมนี้ Assassin’s Creed 2 ก็เป็นเกมที่สนุกดีทีเดียว มันยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ได้อย่างคงเส้นคงว่าและอาจจะสูงกว่าเกมภาคแรกด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าบางส่วนของเกมจะทำให้ผู้เล่นรู้สึกน่าเบื่ออยู่บ้างแต่เกมการเล่นโดยรวมก็ชวนติดตามดี โดยเฉพาะการเปิดเรื่องและบทสรุปส่งท้ายในภาคนี้ซึ่งจะปูทางไปถึงเกมภาค 3 ใครที่เล่นเกมภาคแรกจนจบแล้ว คุณไม่ควรพลาดเกมภาคนี้ด้วยประการทั้งปวงครับ Hits: 10545 Comments (7)
![]()
boneknocker
said:
|
|
... จริง ๆ ต้องขอบคุณ DRM นะครับ ก็เพราะมันนี่แหล่ะเลยทำให้ยอดขาย 360 กระเตื้องขึ้นมาเห็น ๆ อย่างน้อย ๆ มันก็ทำให้เพื่อผมทิ้งอย่างน้อย 2 คนที่มีพีซีแรงโครต ถึงกับสบถคำหยาบออกมา แล้วพากันเดินสะบัดตูดไปหาซื้อ 360 มาเล่น เพราะเซ็งกับโรค "โรคลูกอีช่างดีด" เวลาเนทไม่เสถียร ซึ่ง มันเป็นเรื่ีองปกติของเนทต่างจังหวัด โดยเฉพาะ "เสาร์-อาทิตย์" ซึ่งมันควรจะเป็นวันหยุดแสนสุข ?! *อ้อ.....DRM ดูจะมีประโยชน์ในตการกระตุ้นต่อมขยันของ cracker ให้ทำงานกันหนักจริง ๆ หลังจากซามาหลายเดือน โครตขอบใจเอ็งจริง ๆ DRM !!! |
|
ShadowSun
said:
|
... เล่นแล้วเวลาฆ่าบุคคลสำคัญดูไม่น่าจดจำหรือดูจำเป็นเท่าไหร่เลย ภาคแรกยังดูเจ๋งกว่าอีก |
|









