 |
Witch Hunt หรือตำนานการล่าแม่มด คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าใครๆต่างก็คงเคยได้ดู ได้อ่านหรือได้ฟังมาบ้างแล้วล่ะนะ แต่ถ้าคุณยังไม่เคยได้ดู ได้อ่าน หรือได้ฟังมาก่อนเลย เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยพอขำๆตอนนี้มีคำตอบให้ครับ หรือถ้าใครเคยได้ดู ได้อ่าน หรือได้ฟังมาบ้างแล้ว ก็คิดซะว่าอ่านอีกรอบเป็นบทความฆ่าเวลารอ DLC Witch Hunt ละกันนะครับ : D |
บอกตรงๆว่าตอนแรกนั้นผมไม่ได้คิดที่จะทำหัวข้อเรื่องนี้เลย แต่พอดีมีเหตุการณ์ประจวบเหมาะหลายอย่างเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น การมาของ DLC Witch Hunt ซึ่งเป็น DLC ตัวสุดท้าย (?) ของ Dragon Age Origin , บังเอิญงานอดิเรกที่ทำอยู่ประจำได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญพอดี และมีการใช้คำว่า “ล่าแม่มด” มาอ้างถึงบ่อยมาๆในช่วงหลังตามสื่อต่างๆ ผมจึงนั่งคิดนอนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจว่า สัปดาห์นี้เราทำเรื่องนี้เลยดีกว่าเพราะข้อมูลที่อยู่ในมือตอนนี้แน่นเอียดเต็มไปหมด จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาหาข้อมูลเพิ่มอีก ด้วยเหตุที่ว่ามานี้ ในสัปดาห์นี้เราจึงมาลงเอยที่หัวข้อนี้กันครับ ถือซะว่าเป็นบทฆ่าเวลาเพื่อต้อนรับ DLC ที่กำลังจะมานี้เลยละกันนะ

“คำว่า ‘พ่อมด’ และ ‘แม่มด’ ในภาษาไทยนี้มีมาอย่างไร จากคำสันนิษฐานที่ผมเคยอ่านพบในหนังสือบางเล่มเขียนไว้ว่า เมื่ออดีตกาลในช่วงอยุธยาไล่มาจนถึงช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ แพทย์พื้นบ้านสมัยก่อนในบางครั้งจะถูกเรียกว่า ‘มด’ หรือ ‘มดหมอ’ ซึ่งความหมายของคำว่า ‘มด’ คำนี้ไม่ได้หมายถึงพวกแมลงตัวเล็กๆหรอกนะครับ ทว่าหมายถึงผู้เยียวยารักษาตามท้องถิ่นต่างๆนั่นเอง ก็ดังที่เราคงรู้กันดี สมัยก่อนยังไม่มีแพทย์แผนปัจจุบันหรือโรงพยาบาล การรักษาก็มักจะใช้ตำรับตำราสมุนไพรพื้นบ้านของเรานี่แล ‘มดหมอ’ จึงเป็นตัวเลือกเดียวสำหรับผู้ป่วยเมื่อครั้งอดีตกาลครับ โดยบางท่านนั้นนอกจากรักษาแล้วก็ยังมีการทำพิธีเรียกขวัญให้แก่ผู้ป่วยเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ต่อสู้กับโรคร้ายต่อไปแถมให้ด้วย ในส่วนนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องมงายไร้สาระ แต่พิธีกรรมเหล่านี้อันที่จริงแล้วสำคัญมากเลยทีเดียวและสามารถหาคำอธิบายทางการแพทย์มาสนับสนุนได้ด้วย ก็ดังที่แพทย์แผนปัจจุบันกล่าวไว้ จะมีกายที่ดีก็ต้องมีกำลังใจที่ดีด้วยเป็นของคู่กันนั่นล่ะครับ พิธีกรรมเหล่านี้ก็คือกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ช่วยคืนขวัญกำลังใจให้ผู้ป่วยที่กำลังห่อเหี่ยวหดหู่เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายต่อไปนั่นเอง ซึ่งก็อาจเป็นเพราะพิธีกรรมที่ออกแนวไสยศาสตร์เล็กๆนี้เองครับที่ทำให้คำว่า ‘มด’ ถูกนำมาใช้เรียกผู้ที่มีวิชาอาคมต่างๆด้วยและแผลงมาจนเป็นคำว่า ‘พ่อมด’ และ ‘แม่มด’ เช่นปัจจุบัน
ก่อนที่จะเข้าเรื่องกัน เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “พ่อมด” และ “แม่มด” กันก่อนดีกว่า ว่ากันว่าอำนาจของพ่อมดและแม่มดนั้นไม่ได้มาฟรีๆเมื่อเริ่มต้นลืมตาดูโลก ทว่าอำนาจวิเศษเหล่านี้เกิดจากการที่แม่มดนั้นได้ทำสัญญากับซาตานและได้ตกลงที่จะเป็นข้ารับใช้ของมันโดยมีข้อแลกเปลี่ยนก็คืออำนาจวิเศษและความงามที่เป็นอมตะครับ และเมื่อตกลงทำสัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อมดและแม่มดก็จะต้องกลายเป็นทาสที่ต้องชาบูๆซาตานซึ่งเป็นจ้าวแห่งชีวิตตนไปจนวันตายและต้องพร้อมที่จะมอบทั้งกายและใจให้ทุกครั้งที่ซาตานร้องขอ ซึ่งคนยุคกลางนั้นเชื่อว่า เหตุผลที่ซาตานต้องการรวบรวมผู้สนับสนุนตนมากมายเช่นนี้นั้นก็เพื่อต้องการที่จะล้มล้างคริสตจักรและดึงโลกมนุษย์ให้จมลงสู่กรียุค (หรือแปลตรงตัวก็คือยุคมืด) เพื่อแสดงให้พระเจ้าเห็นว่าการที่พระองค์เชื่อมั่นในมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยกิเลสและตัณหานั้นเป็นสิ่งที่ผิดครับ

พ่อมด แม่มด และซาตานจะมีจริงหรือไม่นั้นยังคงเป็นเรื่องที่หลายๆคนสงสัยอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานยืนยันแน่นอนก็คือ Event ใหญ่ของมนุษยชาติที่รู้จักกันดีในนาม “การล่าแม่มด” ครับ ไม่มีใครที่สามารถให้คำตอบแน่นอนได้ว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของมหกรรมนองเลือดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ใด เมื่อใด และอย่างไรกันแน่ แต่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าจุดเริ่มต้นของการล่าแม่มดนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๕ ซึ่งทางศาสนจักรได้มีการประกาศอย่างชัดเจนว่า “ใครก็ตามที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ มีการประกอบพิธีกรรม หรือใช้เวทมนตร์คาถาใดๆ มันผู้นั้นถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับซาตานผู้เป็นศัตรูของพระผู้เป็นเจ้า” ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการตื่นตัวอย่างมากของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ เห็นได้ชัดจากการที่มีหนังสือว่าด้วยเรื่อง “พ่อมดและแม่มด” คัดลอกแจกทั่วไปในยุโรป
นับตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมา การล่าแม่มดนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบครับ ผู้ที่ถูกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดหรือแม่มดจะถูกจับตัวมาเพื่อทรมานจนกว่าจะยอมรับข้อกล่าวหาว่าเป็นข้ารับใช้ของซาตาน ถ้ายังปากแข็งไม่ยอมปริปากใดๆก็จะถูกทรมานจะกว่าจะตาย หรือถ้าสรุปง่ายๆก็คือถ้าถูกจับตัวได้ในข้อหาว่าเป็นพ่อมดหรือแม่มด เลือกเอาได้เลยครับว่าจะถูกย่างสดในเช้าวันรุ่งขึ้นต่อหน้าคนทั้งเมือง หรือถูกทรมานจนตายอย่างเงียบๆที่โรงทรมานแห่งนั้น มีน้อยคนมากๆครับที่โดนข้อกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดหรือแม่มดและสามารถที่จะมีชีวิตรอดจนแก่จนเฒ่าได้ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ทุกครั้งที่มีการสารภาพออกมา ใช่เพียงแต่คำสารภาพเท่านั้นครับที่หลุดออกมาจากปากของผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องสงสัยจะถูกทรมานจนกว่าจะยอมบอกชื่อของผู้สมสู่ร่วมคิดคนอื่นๆออกมาด้วย ครับ ใช่แล้ว เมื่อมีคนถูกตั้งข้อหาว่าเป็นแม่มดคนหนึ่ง เมื่อถูกทรมานหรือย่างสดจนตายไป ก็จะมีอีกคนหนึ่งมารับเคราะห์ต่อไปจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด และก็ดังที่เราทราบกันดีครับ มีหญิงสาวมากมายที่ถูกทรมานหรือย่างสดจนถึงแก่ความตายในข้อหาที่เป็นแม่มดรวมๆแล้วเป็นจำนวนมากมายมหาศาลเลยทีเดียว ซึ่งแม้จะนับเอาตามบันทึกในจดหมายเหตุก็มีหลายหมื่นแล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าบวกรวมศาลเตี้ยและการสอบสวนอย่างลับๆที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันในยุโรปช่วงนั้นก็คงจะนับได้อย่างน้อยเป็นหลักแสนล่ะนะ (แน่นอนว่าเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิงครับ)
ว่ากันว่าในจำนวนผู้ถูกจับเผาทั้งหมด ใช่มีเพียงแค่ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นพ่อมดหรือแม่มดเท่านั้น ทว่ารวมไปถึงพวกนอกรีตที่ไม่เชื่อในพระเจ้าด้วยครับ (สรุปง่ายๆพวกนอกรีตหรือกลุ่มผู้ที่ไม่เชื่อหรือสงสัยในการมีตัวตนอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าในยุคนั้นอาจโดนยัดความผิดเพิ่มไปอีกหนึ่งกระทงด้วยก็คือ เป็นข้ารับใช้ซาตานครับ) โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พิพากษาพวกนอกรีตเหล่านี้ก็คือ Inquisitor ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยองค์สมเด็จพระสันตะปาปาแห่งโรมและมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งเกมเมอร์หลายๆคนคงจะรู้จักเหล่า Inquisitor นี้ดีล่ะ เพราะพวกเขาได้มีโอกาสไปปรากฏตัวในเกมหลายเกมเหมือนกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมแนวอิงประวัติศาสตร์ต่างๆ และถ้ามีโอกาสในครั้งหน้า เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้กันครับ
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าในจำนวนเหยื่อเคราะห์ร้ายหลายแสนนี้ คงจะมีไม่ถึงหลักพันหรืออาจจะไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวที่ควรต่อโทษทั้งการทรมานและเผาทั้งเป็น สาเหตุนั้นก็เพราะในช่วงกรียุคนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องมีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันใดๆทั้งนั้น แค่การซักทอดหรือคำบอกเล่าเพียงปากต่อปากก็เพียงพอแล้วที่จะส่งใครสักคนเข้าสู่โรงทรมาน จึงเป็นไปได้ครับที่ว่าเหยื่อส่วนใหญ่นั้นเป็นผลมาจากการถูกตั้งข้อหาลอยๆอันเป็นเหตุจากการเหม็นหน้ากัน ความอิจฉาริษยาเพราะรวยกว่าหรือสวยกว่า หรือแม้กระทั่งการกระทำเพื่อผลประโยชน์ต่างๆและการแก้แค้น (ว่ากันว่าเพียงแค่หน้าตาดีเกิดเหตุก็อาจถูกจับเผาทั้งเป็นได้แล้วในยุคนั้นเพราะถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า ‘ความสวยเกินพอดีนี้มาจากอำนาจแห่งซาตาน’ ครับ)

จุดสิ้นสุดของการล่าแม่มดในยุคกลางนั้นเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ ๑๗ ครับ โดยมีเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่มีการออกกฎหมายและประกาศห้ามการล่าแม่มดอย่างจริงจัง นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเหตุผลหลักที่ทำให้การล่าแม่มดในยุโรปนั้นสิ้นสุดลงก็คงเป็นเพราะชาวยุโรปเริ่มที่จะใส่ใจเรื่องราวเชิงเหตุและผลมากขึ้น รวมไปถึงการมาของวิทยาศาสตร์และงานวิจัยที่สามารถพิสูจน์ได้เป็นรูปธรรมต่างๆนั่นเอง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การล่าแม่มดก็ยังดำเนินต่อไปในบางพื้นที่ครับ โดยการเผาทั้งเป็นครั้งสุดท้ายที่มีการบันทึกไว้ในจดหมายเหตุก็คือปี 1722 ในบริเทนครับ โดยเหยื่อรายสุดท้ายก็คือ เจเน็ต ฮอร์น
การล่าแม่มด คือหนึ่งในจุดด่างพร้อยที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติครับ จริงที่ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจจะเทียบไม่ได้กับสงครามการฆ่าฟันกันที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่อย่าลืมครับว่าผู้ที่เสียชีวิตนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้นั้น “เป็นไปได้ว่า” เกือบทั้งหมดเป็นผู้บริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เลยครับว่า นี่คือหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติ ซึ่งถ้าซาตานมีตัวตนอยู่จริง มันก็คงกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องในชัยชนะครั้งใหญ่ครั้งนี้อยู่แน่ๆครับ อาจจะจริงล่ะที่เหตุนั้นเกิดขึ้นเพราะมัน (ที่อาจจะมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ก็ไม่อาจบอกได้) แต่จงอย่าลืมว่าท้ายที่สุด ผู้ก่อเหตุนั้นครั้งนั้นก็คือมนุษย์เราๆที่อ้างว่า “กระทำเพื่อความถูกต้อง” นี่ล่ะครับ
 |