เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยพอขำๆ : อดีตสู่ปัจจุบัน ตอนที่ ๒
Written by S.Logan    Thursday, 21 April 2011 16:43   
Head กลับมาอีกครั้งกับ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยพอขำๆ กับ อดีตสู่ปัจจุบัน ตอนที่ ๒ ครับ  นี่จัดได้ว่าเป็นบทความที่ยาวไม่น้อยเลยทีเดียว  คงช่วยให้หายคิดถึงกันได้อีกนานทีเดียวล่ะนะ  :D

 

                หลังจากตอนที่ผ่านมาเราพาทุกท่านย้อนอดีตไปยังยุคก่อนประวัติศาสตร์  สำหรับในตอนนี้ที่ ๒ นี้  เราจะพาทุกท่านนั่งไทม์แมชชีนย้อนอดีตไปยังช่วงศตวรรษที่ ๑ ไล่มาจนถึงศตวรรษที่ ๑๙ กันครับ (ส่วนศตวรรษที่ ๒๐ ถึงปัจจุบันนั้นขอยกไปเป็นตอนสุดท้ายละกันนะ  เพราะรายละเอียดช่วงศตวรรษที่ ๒๐ นั้นค่อนข้างละเอียดพอสมควร)  อย่ามัวเสียเวลาอีกเลยครับ  ขึ้นไทม์แมชชีนและเริ่มออกเดินทางกันเลยดีกว่า

 
  ก็เช่นเดียวกันกับที่กล่าวไว้ในตอนที่ ๑ ครับ  ประวัติศาสตร์นั้นส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นโดยอาศัยมุมมองของผู้เขียนเป็นหลัก  จึงเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์บางอย่างนั้นจะถูกบิดเบือน แตกต่าง ไม่ชัดเจน หรือแม้กระทั่งอาจจะมีเหตุการณ์ที่ยากจะเชื่อเกิดขึ้น  ซึ่งถึงแม้จะนำบันทึกอีกหลายฉบับมาเทียบกันเพื่อหาข้อเท็จจริง  เราก็มักไม่อาจสรุปได้อยู่ดีว่าบันทึกฉบับใดกันแน่ที่ถูกต้องที่สุด  เพราะก็ดังที่เขาว่าไว้นั่นล่ะครับ  มนุษย์มักคิดเข้าข้างตัวเองเสมอและมักกระทำสิ่งที่ก่อประโยชน์แก่ตัวเองเช่นกัน  ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่ผมนำมาใส่เอาไว้นั้นก็มาจากบันทึกหลายๆเล่มนำมายำรวมกันเพื่อหาจุดที่ดูเป็นกลางที่สุด  ถ้าผิดพลาดหรือสร้างความไม่พอใจอย่างไรก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ 
 
 

Sid_Civ

1st Century (ศตวรรษที่ ๑ : ค.ศ. ๑ – ๑๐๐)

                ช่วงศตวรรษที่ ๑ นี้เป็นช่วงที่อาณาจักรโรมันรุ่งเรืองถึงขีดสุดภายใต้การนำของจักรพรรดิ Augustus ครับ (ก่อนที่จะเสื่อมอำนาจลงภายหลังในยุคของจักรพรรดิ Nero ในช่วงปี ค.ศ. ๖๘)  ในขณะเดียวกันนั้น ณ อีกฟากหนึ่งของโลกหรือก็คือผืนทวีปเอเชียของเรา  นี่ตรงกับช่วงราชวงศ์ฮั่นของจีนและประเทศจีนนั้นก็เริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วครับ  ทว่าในส่วนอื่นๆของโลกนั้น  ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้แน่ชัดว่ามีอารยธรรมอื่นๆเกิดขึ้นแล้ว  เพราะฉะนั้นเราจะโฟกัสลงไปที่เฉพาะเหตุการณ์สำคัญในยุโรปและตะวันออกไกลเท่านั้น

-                   ค.ศ. ๑๔ , สิงหาคม วันที่ ๑๙  ก็คือวันที่จักรพรรดิ Augustus แห่งโรมสิ้นพระชนม์ลงที่เมือง Nola ทางใต้ของอิตาลีปัจจุบัน  ว่ากันว่าประโยคสุดท้ายที่จักรพรรดิรับสั่งก็คือ "Behold, I found Rome of clay, and leave her to you of marble." ครับ  ( แปลได้ประมาณว่า “ดูเถอะ , ข้าสร้างโรมขึ้นจากกองดินและส่งต่อให้แก่เจ้าเป็นหินอ่อน” )

-                   ช่วงประมาณ ค.ศ. ๓๐ – ๓๖  เวลาใดเวลาหนึ่งในวันศุกร์ก็คือวันที่ “พระเยซูถูกตรึงกางเขน” ครับ  ถึงแม้เหตุการณ์นี้จะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของโลก  ทว่าหลักฐานที่ช่วยยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันใดเดือนใดกันแน่นั้นไม่ชัดเจนครับ  เพราะไม่มีบันทึกแม้แต่เล่มเดียวที่บันทึกเหมือนกัน  ถึงกระนั้นก็ตามช่วงเวลาที่พระเยซูถูกตรึงกางเขนนั้นมีการระบุชัดแน่นอนก็คือช่วงเวลาประมาณ ๙ โมงเช้า  และเมื่อเวลาประมาณเที่ยงวันขณะที่ดวงอาทิตย์มืดดับไป  พระองค์ได้ตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ขอฝากวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” และก็สิ้นพระชนม์ลง

-                   ค.ศ. ๖๔ , กรกฎาคม วันที่ ๑๘ (เช้าวันที่ ๑๙) ก็คือวันที่เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ในกรุงโรมซึ่งคนรุ่นหลังรู้จักกันดีในนาม “Great Fire of Rome”  ซึ่งอัคคีภัยครั้งนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง ๗ คืน ๖ วันเลยทีเดียว  ซึ่งสถานที่สำคัญต่างๆมากมายก็ถูกทำลายไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ครับ  แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  ด้วยเหตุที่ว่ากรุงโรมนั้นกว้างใหญ่มาก  พื้นที่ซึ่งถูกอัคคีภัยนั้นคิดได้เป็นเพียงแค่ ๑ ใน ๑๐ ของพื้นที่กรุงโรมทั้งหมดเท่านั้นเอง

-                   ค.ศ. ๗๙ , เดือนสิงหาคม  ก็คือเดือนที่เขา Vesuvius ปะทุและเป็นผลทำให้นคร Pompeii และ Herculaneum ถูกปิดซ่อนไว้จากหน้าประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติมานานหลายพันปี  จนกระทั่งมีผู้ค้นพบ Pompeii อีกครั้งในปี ค.ศ. ๑๕๙๙ ในสภาพที่สมบูรณ์ดีทุกประการ  ส่วน Herculaneum นั้นถูกค้นพบภายหลังในปี ค.ศ. ๑๗๖๔ ครับ  ซึ่ง ณ ปัจจุบันนั้น Pompeii เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียวของอิตาลี  ถึงแม้บรรยากาศของเมืองจะทำให้รู้สึกชวนหดหู่อย่างแรงก็ตามทีเถอะ

 
  อันที่จริงเหตุการณ์สำคัญในศตวรรษต่างๆไม่ได้มีแค่เท่าที่เห็นนะครับ  แต่ผมได้เลือกหยิบเอาเหตุการณ์สำคัญที่เราน่าจะรู้จักกันดีมาเท่านั้นเอง  เพราะถ้าจะไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วมันเยอะมากจริงๆ  ถ้าไล่ลำดับหมดคงได้โพสต์บทความกันปีหน้าแน่  และที่สำคัญ  ถึงเอ่ยให้รู้ก็คงจะต้องไล่อธิบายกันยาวไปค่อนบทความเสียอีก  ด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจเลือกหยิบยกเหตุการณ์สำคัญมาดังที่คุณได้อ่านอยู่นี้เองครับ 
 
   

1

ภาพของถนนหนทางของปอมเปอีในปัจจุบันครับ  การเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งเลยทีเดียวล่ะ

 

2nd Century (ศตวรรษที่ ๒ : ค.ศ. ๑๐๑ – ๒๐๐)

                ศตวรรษที่ ๒ นั้นโดยรวมแล้วสถานการณ์ต่างๆทั่วโลกนั้นยังแทบไม่ต่างไปจากศตวรรษที่ ๑ สักเท่าใดนักครับ  แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุการณ์สำคัญเลยทีเดียว  ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑ ถึงศตวรรษที่ ๒ นี้เองครับที่มีจักรพรรดิแห่งโรมหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันขึ้นครองราชย์ถึง ๕ พระองค์  ซึ่งระหว่างที่จักรพรรดิทั้ง ๕ ขึ้นครองราชย์อยู่นั้น  จักรวรรดิโรมก็แข็งแกร่งและทรงอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ  และนี่เองก็คือเหตุผลที่ทำให้นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังเรียกจักรพรรดิทั้ง ๕ พระองค์ว่า “Five Good Emperors” (ถ้าแปลเป็นไทยก็คงได้ประมาณว่า “จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้า”)  ซึ่งทั้ง ๕ พระองค์ก็ประกอบไปด้วย Nerva (๙๖ – ๙๘) , Trajan (๙๘ – ๑๑๗) , Hadrian (๑๑๗ – ๑๓๘) , Antoninus  Prius (๑๓๘ – ๑๖๑)  และ Marcus  Aurelius (๑๖๑ – ๑๖๙) ครับ  ทว่าเมื่อสิ้นจักรพรรดิ Marcus  Aurelius  และบุตรของพระองค์ซึ่งก็คือ จักรพรรดิ Commodus ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ  ยุคสมัยของจักรพรรดิ Commodus นี้เองก็คือจุดที่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายแห่งจักรวรรดิโรมในเวลาต่อมาและเป็นจุดสิ้นสุดของราชวงศ์ Nerva-Trajan ที่ปกครองจักรวรรดิโรมันมาอย่างยาวนานครับ

 
  จักรพรรดิทั้ง ๕ พระองค์ที่ถูกจัดอยู่ใน Five Good Emperors นั้นมีจุดเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ  “ทุกพระองค์ล้วนแต่เป็นบุตรบุญธรรมของจักรพรรดิพระองค์ก่อน” ครับ  ทว่าจักรพรรดิ Commodus นั้นเป็นบุตรชายแท้ๆของจักรพรรดิ Marcus Aurelius และ Faustina The Younger  ด้วยเหตุนี้เองจึงมีนักประวัติศาสตร์บางคนตั้งข้อสังเกตแปลกๆขึ้นมากมายเลยทีเดียว  แต่อย่างไรนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกันกับบทความของเราล่ะนะ 
 

2

รูปแกะสลักของ Marcus  Aurelius  ผู้เป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายใน Five Good Emperors ครับ

 

3rd Century (ศตวรรษที่ ๓  :  ค.ศ. ๒๐๑ – ๓๐๐)

                ศตวรรษที่ ๓ นี้จัดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว  ก็ดังที่ว่าไปแล้วในหัวข้อของศตวรรษที่ ๒  ในช่วงศตวรรษที่ ๓ นี้  จักรวรรดิโรมันที่เคยเรืองอำนาจกำลังอยู่ในช่วงเสื่อม  ทว่าในประเทศจีนนั้นก็เกิดเหตุการณ์สำคัญและน่าสนใจไม่แพ้กัน  ซึ่งเหตุการณ์ที่ว่านั้นก็คือ The Three Kingdoms Periods หรือก็คือ “ยุคสามก๊ก” ที่เรารู้จักกันดีนั่นเองครับ  และในเวลาเดียวกันนั้นเองในเกาหลีก็มีสงครามย่อมๆเกิดขึ้นเช่นกัน  มันก็คือความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรทั้ง ๓ ซึ่งก็คือ โกคูรยอ , แพกเจ และ ชิลลา  ซึ่งผู้อ่านบางท่านคงจะรู้จักกันดีจากซีรีส์เกาหลีต่างๆที่ฉายกันอยู่ช่วงสุดสัปดาห์ทางฟรีทีวีของเรานี่เอง  และอีกฟากหนึ่งของโลก  นักประวัติศาสตร์เชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่อาณาจักรมายาเข้าสู่ยุค Classic Era อีกด้วยครับ

-                   ฤดูหนาวของปี ค.ศ. ๒๐๘  ก็คือช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ “ศึกผาแดง” (Battle of Red Cliffs) ขึ้นครับ  ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะรู้จักเหตุการณ์ครั้งนี้ดีเลยทีเดียว  เพราะมันคือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงของยุคสามก๊กนั่นเอง  โดยศึกครั้งนี้เป็นการรบกันระหว่างกองทัพของโจโฉ  กับกองทัพของเล่าปี่และซุนกวน  และก็ดังเช่นที่เราทราบกันดี  วันแรม ๕ ค่ำเดือนอ้าย  โจโฉโดนกลยุทธของขงเบ้งเล่นงานเสียจนแตกพ่ายไม่เป็นท่าเพราะลมสลาตันและเปลวเพลิงครับ  ซึ่งถ้าใครต้องการลงลึกในรายละเอียดก็สามารถหาชมได้ในภาพยนตร์ชื่อเดียวกันนี้เลย

-                   ช่วงปี ค.ศ. ๒๓๕ – ๒๘๔ ก็คือช่วงเวลาที่จักรวรรดิโรมันโดนมรสุมอย่างแรงไม่ว่าจะทั้งจากศัตรูภายนอก  การเจิมกันเองภายใน  โรคระบาด  และภาวะความไม่แน่นอนทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง  โดยจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ก็คือเมื่อจักรพรรดิ Alexander Serverus โดนลอบปลงพระชนต์  หลังจากนั้นก็มีการรบราฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงราชบัลลังค์แห่งจักรวรรดิโรมัน  ก่อนที่จะจบลงเมื่อจักรวรรดิแตกออกเป็นสามส่วนซึ่งประกอบด้วยจักรวรรดิ Gallic , Britannia & Hispania และ จักรวรรดิ Palmyrene ครับ  แต่ถึงกระนั้น  จักรพรรดิ Diocletianus ก็สามารถที่จะรวบรวมจักรวรรดิโรมันเข้าเป็นหนึ่งได้สำเร็จอีกครั้ง

 

4th Century (ศตวรรษที่ ๔ : ค.ศ. ๓๐๑ – ๔๐๐)

                ในช่วงศตวรรษที่ ๔ นี้ก็คือยุคที่คริสต์ศาสนาเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นและเริ่มเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในยุโรปตอนกลางครับ  ในทางกลับกันลัทธิเพกันซึ่งชนพื้นเมืองนับถือกันมาอย่างยาวนานนั้นถูกตีตราว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย (เริ่มต้นในยุคของจักรพรรดิ Constantine I ซึ่งเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมันที่นับถือคริสต์)  และในช่วงศตวรรษที่ ๔ นี้เช่นกันที่จักรวรรดิโรมันล่มสลายและถูกหั่นออกเป็น ๒ ส่วนหลังการสิ้นพระชนม์ลงของจักรพรรดิ Theodosius I ครับ  โดยฝั่งตะวันออกนั้นก็คือ จักรวรรดิที่เรารู้จักกันดีในนาม Byzantine  ส่วนทางฟากตะวันตกนั้นก็จะถูกเรียกว่าจักรวรรดิโรมันเช่นเดิม  แต่เพื่อป้องกันการสับสน  นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังมักจะเรียกจักรวรรดิโรมันหลักถูกแบ่งย่อยออกเป็น ๒ ส่วนแล้วนี่ว่า “จักรวรรดิโรมันตะวันตก” ครับ

3

รูปหล่อของจักรพรรดิ Constantine I ซึ่งตั้งอยู่ที่ York

5th Century (ศตวรรษที่ ๕ : ค.ศ. ๔๐๑ – ๕๐๐)

                หลังจากที่จักรวรรดิโรมันถูกสับซอยออกเป็น ๒ ส่วน  ทางจักรวรรดิ Byzantine ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ Constantinople นั้นก็ท่าทางจะไปได้รุ่งอยู่  แต่ทว่ายุคของจักรวรรดิโรมันตะวันตกนั้นกลับสิ้นสุดลงในศตวรรษที่ ๕ นี้เองครับ  โดยเหตุการณ์ที่ส่งผลทำให้จักรวรรดิโรมันตะวันตกนั้นล่มสลายลงก็มีอยู่ ๓ เหตุการณ์ด้วยกัน  จุดเริ่มต้นแรกสุดนั้นก็คือเหตุการณ์ที่จักรพรรดิ Romulus  Augustus ถูกโค่นอำนาจลงโดยพวก Germanic ในปี ค.ศ. ๔๗๖  เหตุการณ์ต่อมาก็คือ Julius  Nepos ผู้ปกครองโรมันคนต่อมาถูกสังหารใน Dalmatia ในปี ค.ศ. ๔๘๐  และ Soissons ของ Duke Syagrius ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกก็ถูกตีแตกโดยราชา Clovis ของพวก Frankish ในปี ๔๘๖ เป็นอันว่าจักรวรรดิโรมันหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างถาวรในช่วงนี้เองครับ

-                   นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าปี ค.ศ. ๔๕๕ ก็คือปีที่ Chichen Itza ถูกสร้างขึ้นในแม็กซิโกครับ

-                   ถ้ากษัตริย์อาเธอร์แห่งบริแทนเนียเป็นจริง  พระองค์ก็จะมีชัยเหนือพวก Saxons ที่ Badon ในช่วงปี ค.ศ. ๔๙๐ ครับ

 

6th Century (ศตวรรษที่ ๖ : ค.ศ. ๕๐๑ – ๖๐๐)

                หลังจากที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายลง  ดินแดนที่เคยเป็นของจักรวรรดิโรมันตะวันตกเดิมก็ถูกแบ่งซอยแยกย่อยออกเป็นอาณาจักรเล็กใหญ่มากมายครับ  และนี่เองก็คือจุดเริ่มต้นของยุคกลาง

-                   ปี ค.ศ. ๕๗๐ ก็คือปีที่ นบีมุฮัมมัด ประสูติ  โดยท่านเกิดที่มหานครเมกกะ  ในวันจันทร์ที่ ๑๒  เดือนรอบีอุลเอาวัล ครับ (เดือนที่ ๓ ตามปฏิทินปฏิทินฮิจญ์เราะหฺ)

-                   และถ้าตำนานของกษัตริย์อาเธอร์เป็นจริง  ในปี ค.ศ. ๕๓๗  กษัตริย์อาเธอร์ได้ต่อสู้กับ Sir Mordred ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของพระองค์ (บางตำนานก็ว่าเป็นบุตรของพระองค์กับน้องสาวผู้มีนามว่า Morgause) ที่ Camlann  ซึ่งสงครามครั้งนี้ทำให้กษัตริย์อาเธอร์บาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในภายหลังครับ

-                   มีหลักฐานว่าในช่วงต้นศตวรรษที่ ๖ นี้เองที่ชาว Scots ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานใน Caledonia หรือก็คือ Scotland ในปัจจุบัน  และในเวลาเดียวกัน  ก็เริ่มมีเมืองและหมู่บ้านเล็กๆมากมายเกิดขึ้นใน Ireland และ Wales แล้วด้วยครับ

-                   และถ้าตำนานของ Beowulf เป็นเรื่องจริง  เขาก็จะมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ ๖ นี้เช่นเดียวกัน

4

การดวลระหว่างกษัตริย์อาเธอร์และมอร์เดรดนั้นเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รู้จักกันดีและมีการ Remake อีกหลายครั้งในหลายรูปแบบเลยทีเดียว

 

7th Century (ศตวรรษที่ ๗ : ๖๐๑ – ๗๐๐)

                ศตวรรษที่ ๗ นี้จัดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจที่สุดอีกช่วงหนึ่งของมนุษยชาติครับ  เพราะหลังจากที่สิ้นนบีมุฮัมมัดในในปี ค.ศ. ๖๓๒  จักรวรรดิอาหรับก็แผ่ขยายอย่างรวดเร็วในแถบตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออกครับ  และในเวลาเดียวกันนั้นเอง  Canstantinople ก็รุ่งเรืองถึงขีดสุดและกลายเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน  แน่นอนว่าในเมื่อมีจักรวรรดิใหญ่มากกว่าหนึ่งเกิดขึ้นในละแวกเดียวกัน  สิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ “สงคราม” ครับ  ในช่วงศตวรรษที่ ๗ นี่มีสงครามใหญ่เกิดขึ้นหลายครั้งเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่าง อาหรับกับไบเซนไทน์  โรมันกับชาวเปอร์เซียน  หรือสงครามระหว่างชาวมุสลิมด้วยกันที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งในช่วง ๑๐๐ ปีนี้  และในช่วงปลายของศตวรรษที่ ๗ นี้เองครับที่จักรพรรดินี อู๋เจ๋อเทียน (Wu  Zetian) ซึ่งก็คือจักรพรรดินีผู้นำของชาวจีนใน Civilization V ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจครับ (ถ้าให้จำเพาะเจาะจงหน่อยก็คือในช่วงประมาณปี ค.ศ. ๖๙๐)

 

8th Century (ศตวรรษที่ ๘ : ๗๐๑ – ๘๐๐)

                ในช่วงนี้ก็คือช่วงที่ชาวไวกิ้งเริ่มที่จะปรากฏเข้ามาในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติครับ  โดยพวกเขาเริ่มที่จะเข้าบุกปล้นเมืองท่าและหมู่บ้านเล็กๆต่างๆที่ติดริมทะเลในแถบ สแกนดิเนเวีย , ยุโรป และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  และนี่เองก็คือช่วงเวลาที่ตำนานของชาวไวกิ้งอย่างมังกร หมาป่ายักษ์ หรือยักษ์น้ำแข็ง เริ่มแผ่ขยายเข้าสู่ยุโรปและกลายเป็นตำนานแฟนตาซีที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันหลายต่อหลายเรื่อง  ในเวลาเดียวกันบนแผ่นดินใหญ่  สงครามระหว่างอาหรับและคอนสแตนติโนเปิลนั้นก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น (ซึ่งคอนสแตนติโนเปิลนั้นก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้กับชาวอาหรับได้ด้วยความช่วยเหลือของดินแดนโดยรอบ  โดยพันธมิตรหลักของพวกเขาก็คือชาวบัลแกเรียน)   และในช่วงปลายศตวรรษนี้เองครับ (ปี ค.ศ. ๘๐๐ ในวันคริสมาสต์พอดี) ที่กษัตริย์ของชาว Frankish นามว่า  Charlemagne ได้รับการแต่งตั้งจาก Pope Leo III ให้กลายเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์  และเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกที่สามารถรวมอาณาจักรน้อยใหญ่ในยุโรปให้รวมเป็นทองแผ่นเดียวกันได้นับตั้งแต่จักรวรรดิโรมันล่มสลายลงเมื่อหลายร้อยปีก่อน  จริงที่ว่าผู้อ่านหลายๆคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับพระนามของพระองค์สักเท่าใดนัก  แต่พระองค์จัดได้ว่าเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียวล่ะครับ  และก็เป็นพระองค์นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ต่างๆของฝรั่งเศษและเยอรมันในภายหลัง

 
  ผู้อ่านหลายๆท่านมักจะจำสับสนระหว่างจักรวรรดิโรมันโบราณและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งอันที่จริงแล้วจักรวรรดิทั้งสองนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆต่อกันเลยแม้แต่น้อยครับนอกจากตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน  โดยจักรวรรดิโรมันโบราณนั้นก็คือจักรวรรดิที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิ Augustus  ในขณะที่จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์นั้นก็คือจักรวรรดิที่ก่อตั้งโดยราชา Charlemagne ดังที่กล่าวไปแล้วตะกี๊นี้เองครับ  ซึ่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์นี้ในภายหลังก็ถูกแยกย่อยออกเป็น เยอรมันและประเทศน้อยใหญ่มากมายในแถบนั้นนั่นเองครับ 
 
 

5

กษัตริย์ Charlemagne ของพวก Frank นั้นจัดได้ว่าเป็นกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดพระองค์หนึ่งเลยทีเดียว  แม้คนรุ่นหลังจะมีน้อยคนนักที่จะจดจำพระองคืได้ก็ตามที

 

9th Century (ศตวรรษที่ ๙ : ๘๐๑ – ๙๐๐)

                ศตวรรษที่ ๙ เป็นอีกช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากที่สุดช่วงหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ครับ  ซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลักๆที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินบริแทนเนียหรือก็คือเกาะอังกฤษในปัจจุบันนี่เอง  ในช่วงเวลานี้นั้นในแถบบริแทนเนียจะถูกเรียกโดยนักประวัติศาสตร์ว่า Viking Age ครับ  เพราะพวกไวกิ้งนั้นโผล่มาจากไหนไม่รู้มากมายเป็นกองทัพและไล่บุกยึดดินแดนริมชายฝั่งไปจนหมด  นอกจากนี้ชาวไวกิ้งยังได้ตั้งถิ่นฐานตามเกาะน้อยใหญ่ต่างๆในแถบ UK ปัจจุบันด้วยครับ  ซึ่งเมืองต่างๆที่ว่าเหล่านั้นก็เช่นเมือง Dublin ในปัจจุบันนั่นเอง  และในอีกซีกโลกหนึ่งบริเวณใกล้ๆบ้านเรานี่เอง  พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ก็ได้เริ่มก่อตั้งอาณาจักรขะแมร์ขึ้นแล้วด้วย

-                   ในศตวรรษที่ ๙ นี้เองครับที่อิตาลีเริ่มมีการแบ่งออกเป็นสาธารณรัฐต่างๆ  โดยสาธารณรัฐ Forli ก็คือเมืองแรกเลยที่ตั้งตัวเป็นอิสระในช่วง ค.ศ. ๘๘๙

-                   Harun al-Rashid ผู้นำของจักรวรรดิอาหรับซึ่งได้ปรากฏตัวใน Civilization V ก็ได้ขึ้นเป็นกาหลิปในช่วงเวลานี้เช่นเดียวกัน  ซึ่งในยุคของพระองค์นี้ก็เป็นยุคหนึ่งที่จักรวรรดิอาหรับนั้นเรื่องอำนาจถึงขีดสุด  และพันหนึ่งราตรี ก็เกิดขึ้นในยุคของพระองค์นี้เองครับ (และหลายๆเรื่องของพันหนึ่งราตรีก็มีพระองค์เป็นตัวเอกของเรื่องด้วย)

-                   สึนามิที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี  ค.ศ. ๘๖๙ ที่ญี่ปุ่นครับ  โดยคลื่นสึนามินั้นได้ถล่มชายฝั่ง Sanriku จนราบและคร่าชีวิตประชาชนไปไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคนเลยทีเดียว

-                   ดินปืนนั้นถูกนำมาใช้ครั้งแรกในช่วงนี้เช่นเดียวกัน  โดยผู้ที่นำมาใช้เป็นคนแรกเลยก็คือนักเล่นแร่แปรธาตุชาวจีนครับ  แต่กว่าจะมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายจริงๆก็ต้องรอถึงช่วงยุคเรเนสซองก์ล่ะ

6

ตำนานของ Sinbad และพันหนึ่งราตรีก็เกิดขึ้นในยุคของ Harul al-Rashid นี้เองครับ

 

10th Century (ศตวรรษที่ ๑๐ : ๙๐๑ – ๑๐๐๐)

                ช่วงศตวรรษที่ ๑๐ นี้จัดได้ว่าเป็นอีกช่วงหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์ให้ความสนใจมากมายเพราะช่วงเวลานี้จัดได้ว่าเป็นช่วงต้นของยุคกลางล่ะ  ทว่ากลับมีบันทึกน้อยมากครับที่กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้  อันที่จริงก็พอมีล่ะ  ทว่ากลับไม่ใช่เหตุการณ์สำคัญมากมายสักเท่าใดนัก  เพราะฉะนั้นเพื่อย่นบทความให้กระชับลง  ผมจึงขอข้ามช่วงศตวรรษที่ ๑๐ ไปเลยละกันนะ

 

11th Century (ศตวรรษที่ ๑๑ : ๑๐๐๑ – ๑๑๐๐)

                ในช่วงศตวรรษที่ ๑๑ นี้  ประวัติศาสตร์ของโลกเริ่มกลับมามีสีสันอีกครั้งครับหลังจากที่เงียบเชียบอยู่นานในศตวรรษที่ ๑๐  โดยเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สุดของโลกเลยก็คือเหตุการณ์ที่เรารู้จักกันดีในนาม “สงครามครูเสด” นั่นเองครับ  โดยสงครามครูเสดครั้งที่ ๑ นั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๐๙๕  หรือก็คือยุคของ Pope Urban II  จริงล่ะครับที่ว่ามีบันทึกมากมายที่กล่าวถึงว่า สงครามครูเสดเกิดขึ้นได้อย่างไร  และเพราะเหตุใดจึงเกิดสงครามครั้งนี้ขึ้น  แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  บันทึกส่วนใหญ่นั้นมักถูกเขียนขึ้นจากมุมมองของผู้เขียนเป็นหลักครับ  จึงเป็นธรรมดาที่บันทึกนั้นจะเอนเอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่เสมอ  ด้วยเหตุนี้ผมจึงขออนุญาตไม่กล่าวถึงต้นเหตุของสงคราม (เพราะเอ่ยถึงทีไรมันดราม่าทุกที) และข้ามไปในส่วนของผลลัพธ์เลยละกัน  ซึ่งผลลัพธ์ของสงครามครูเสดในครั้งแรกนี้กองทัพของชาวคริสต์สามารถที่จะตีชิงเยรูซาเล็มจากชาวอิสลามได้สำเร็จในช่วง กรกฎาคม ปี ค.ศ. ๑๐๙๙ และเป็นผลทำให้เกิด อาณาจักรแห่งเยรูซาเล็ม ขึ้นในปีเดียวกันนั้นเองครับ

 

12th Century (ศตวรรษที่ ๑๒ : ๑๑๐๑ – ๑๒๐๐)

                ศตวรรษที่ ๑๒ นี้เป็นช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในแถบยุโรปและตะวันออกกลางครับ  และในช่วงเวลานี้เองที่ภาคีแห่งเทมพลาร์หรือก็คืออัศวินเทมพลาร์ (Templar) ถูกก่อตั้งขึ้น (ในช่วงปี ค.ศ. ๑๑๒๙)  และก็เป็นพวกเขานี่เองที่ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของเหล่าขุนนางที่เข้าร่วมในสงครามครูเสดรวมไปถึงทรัพยากรต่างๆที่ได้รับมาจากผู้สนับสนุน  ถ้าว่ากันตรงๆแล้ว  พวกเขานั้นก็เปรียบได้คล้ายๆกันกับองค์กรเศรษฐกิจทุนหนาในยุคปัจจุบันนั่นเองครับ  แต่จะต่างกันนิดก็ตรงที่พวกเขามีกองกำลังใช้สอยเป็นของตัวเองเท่านั้น

                หลังจากภาคีแห่งเทมพลาร์ก่อตั้งได้ไม่นาน  สงครามครูเสดครั้งที่สองก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๑๔๕ ครับ  ซึ่งสงครามครูเสดครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของชาวมุสลิมและเป็นผลสืบเนื่องให้ชาวมุสลิมสามารถที่จะชิงเยรูซาเล็มกลับคืนมาได้หลังจากนั้นไม่นาน (รายละเอียด “โดยคร่าวๆ” ของช่วงเหตุการณ์นี้สามารถติดตามชมได้ในภาพยนตร์เรื่อง Kingdom of Heaven)  และในช่วงปลายศตวรรษที่ ๒ นี้หรือก็คือในปี ค.ศ. ๑๑๘๙ สงครามครูเสดครั้งที่สามก็เกิดขึ้นครับ  โดยจุดประสงค์หลักในการก่อสงครามครั้งนี้ก็คือการตีชิงเยรูซาเล็มคืนมานั่นเอง  และสงครามครูเสดครั้งที่สามนี้ก็คือสงครามครูเสดครั้งที่ใครๆต่างก็รู้จักกันดีที่สุดครับ  ซึ่ง Assassin’s Creed ภาคแรกก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างครูเสดครั้งนี้นี่เอง

                สงครามครูเสดครั้งที่สามจัดได้ว่าเป็นสงครามครูเสดที่ดราม่าที่สุดและมีรายละเอียดที่น่าสนใจเยอะที่สุดก็ว่าได้ (จากมุมมองผมเอง)  ก็ดังเช่นสงครามครูเสดทุกครั้งครับ  ก็เป็นฝ่ายคริสเตรียนนั่นแลที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังดินแดนของชาวมุสลิมเพื่อตีชิงเยรูซาเล็มกลับมา  ทว่าระหว่างกว่าจะเดินทางไปถึง  พวกเขาต้องพบกับปัญหามากมายไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่สมเด็จพระจักรพรรดิฟรีดริชที่ ๑ แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ทรงจมน้ำเสียชีวิต  หรือเหตุการณ์การทะเลาะกันเองเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัวระหว่างผู้นำฝ่ายคริสเตียนด้วยกัน  ท้ายที่สุดจึงเหลือแค่เพียงกองทัพของพระเจ้าริชาร์ดที่ ๑ แห่งอังกฤษ (หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม “ริชาร์ดใจสิงห์”) ที่เดินทางไปถึงยังเยรูซาเล็ม  ซึ่งท้ายที่สุดสงครามครูเสดครั้งนี้ก็จบลงโดยที่พระเจ้าริชาร์ดกับซาลาดินตกลงเซ็นสนธิสัญญาที่ WIN WIN ทั้งสองฝ่าย (?)  อย่างไร?  ผลจากสนธิสัญญานี้จะทำให้ชาวมุสลิมจะยังคงได้ปกครองเยรูซาเล็มเช่นเดิม  ทว่าผู้แสวงบุญชาวคริสเตียน (ที่ไม่ได้ติดอาวุธ) จะยังคงสามารถเดินทางผ่านเข้ามาในเยรูซาเล็มได้นั่นเองครับ  ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรกลับไปแถมกองทัพมลายหายไปทั้งกองทัพล่ะนะ

                ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่อีกซีกโลกหนึ่งหรือก็คือแถวบ้านเรานี้เอง  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ก็ได้ทรงสร้างนครวัดขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิศณุครับ  ซึ่งนครวัดนี้ก็ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบันและได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งใน World Wonder ใน Civilization V อีกด้วย

7

เหตุการณ์ใน Assassin's Creed นั้นเกิดขึ้นในช่วงนี้เองครับ

 

13th Century (ศตวรรษที่ ๑๓ : ๑๒๐๑ – ๑๓๐๐)

                เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่วุ่นวายและชวนปวดหัวมากที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกครับ  และช่วงศตวรรษนี้เองที่มีผู้มีชื่อเสียงอีกคนที่เรารู้จักกันดีโผล่ออกมา  คนๆนั้นก็คือ Genghis Khan นั่นเองครับ  ภายใต้การนำของ Genghis Khan  กองทัพมองโกลนั้นได้กลายเป็นหนึ่งในกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดกองทัพหนึ่งของโลก ณ เวลานั้นเลยและเป็นผลทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในกองกำลังที่ใครๆต่างก็กล่าวขวัญถึงมาจนกระทั่งปัจจุบัน  ก็จะไม่ให้เอ่ยถึงได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาสามารถที่จะบุกตีและปล้นเมืองได้มากมายไล่ตั้งแต่ตะวันออกสุดหรือก็คือจักรวรรดิจีนไปจนกระทั่งถึงตะวันตกสุดหรือก็คือฮังการีเลยทีเดียวในช่วงเวลาเพียงแค่ ๑ ศตวรรษเท่านั้นเอง

                ในขณะที่ดินแดงฝั่งตะวันออกนั้นกำลังวุ่นวายเพราะการรุกรานจากพวกมองโกล  ก็ใช่ว่าดินแดนฝั่งตะวันตกที่พวกมองโกลยังไปไม่ถึงนั้นจะสงบสุขแต่อย่างใด  มีสงครามครูเสดเกิดขึ้นในช่วงนี้ถึง ๖ ครั้งเลยทีเดียว  ใช่แล้วครับ!!  ๖ ครั้ง!!  โดยสงครามครูเสดครั้งที่ ๔ นั้นโจ้กันตั้งแต่ปี ๑๒๐๒ โดยจุดประสงค์แรกเลยก็คือ ฝ่ายคริสเตียนหมายจะบุกตีชิงเยรูซาเล็มคืนมาครับ  แต่ทว่าไปๆมาๆ  ผลลัพธ์กลับออกทะเลซะอย่างนั้น  สงครามครูเสดครั้งที่ ๔ นี้จบลงโดยที่กองทัพครูเซเดอร์จากฝั่งตะวันตกเปลี่ยนเป้าหมายจากเยรูซาเล็มและกลับมายกพลเข้าตีคอนสแตนติโนเปิลของจักรวรรดิไบแซนไทน์เป็นของแถมก่อนกลับบ้าน  ซึ่งเป็นผลทำให้คริสตจักรฟากตะวันตกและตะวันออกต้องผิดใจกันในที่สุดครับ

                สงครามครูเสดครั้งที่ ๕ กันเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๒๑๗  จุดประสงค์ก็แน่นอนล่ะว่าคือการตีชิงเยรูซาเล็มคืนมา  โดยสงครามครูเสดในครั้งนี้ฝ่ายคริสเตียนนำโดย ดยุคเลโอโปลล์แห่งออสเตรีย และพระเจ้าแอนดรูว์ที่ ๒ แห่งฮังการีครับ (อังกฤษและฝรั่งเศสไม่ได้เข้าร่วมด้วยตั้งแต่ครั้งที่ ๔ แล้วเพราะมัวแต่ฉะกันเองอยู่)  และผลลัพธ์ก็ลงที่อิหร็อบเดิม  โดยกองทัพคริสเตียนต้องถอยทัพกลับอีกครั้ง  ทว่าในครั้งนี้มิใช่เพราะมีผู้นำคนใดเสียชีวิตหรือทะเลาะกันเองแต่อย่างใด  ทว่าเป็นเพราะไม่มีเสบียงพอจะทำสงครามต่อนั่นเองครับ  ซึ่งเมื่อเห็นท่าไม่ดี  เพื่อป้องกันการมลายทั้งกองทัพขณะกลับบ้าน  ฝ่ายคริสเตียนจึงจำใจต้องตกลงเซ็นต์สัญญาสงบศึกเป็นเวลา ๘ ปีกับจักรวรรดิ Ayyubid ซึ่งเป็นคู่กรณีอย่างไม่มีทางเลี่ยงในท้ายที่สุด

                สงครามครูเสดครั้งที่ ๖ นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๒๒๘ (นับได้ประมาณ ๗ ปีหลังจากจบสงครามครูเสดครั้งที่ ๕)  โดยสงครามครั้งนี้จบลงโดยที่ Frederick II แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์สามารถที่จะเจรจาสนธิสัญญากับสุลต่าน Al-kamil แห่งอียิปต์เพื่อเข้าครอง เยรูซาเล็ม ได้สำเร็จ  และชาวมุสลิมก็ได้รับสิทธิให้เดินทางเข้าออกและปฏิบัติศาสนกิจในเยรูซาเล็มได้เช่นเดิมอีกด้วย  ซึ่งหลังจากเซ็นต์สัญญาได้ไม่นาน  Frederick II ก็ได้ยกทัพกลับไปครับ  เป็นอันว่าจบอย่าง Happy Ending โดยที่มีการเสียเลือดเนื้อน้อยที่สุดถึงแม้ว่าผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายจะไม่สู้เห็นด้วยกับสนธิสัญญาครั้งนี้เท่าใดนักก็ตามและก่อให้เกิดเหตุการณ์น่าสนใจยิบย่อยอีกหลายเหตุการณ์ตามมา  ทว่าผมขออนุญาตไม่เอ่ยถึงนะครับ  เพราะอาจจะต้องสาวความกันอีกยาวมากๆเลยทีเดียว

 
ตำราบางเล่มจะนับสงครามครูเสดครั้งที่ ๕ และ ๖ ในบทความของผมเป็นครั้งเดียวกันครับ  เพราะช่วงเวลานั้นใกล้เคียงกันมาก  และมูลเหตุนั้นก็มาจากจุดเดียวกัน  ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดแต่อย่างใด  เอาเป็นว่าใครอยากนับอย่างไรก็นับไปอย่างนั้นละกัน  เพราะอย่างไรเสียรายละเอียดอื่นๆก็คงไม่ต่างกันสักเท่าใดนักหรอกครับ 
 

                สงครามครูเสดครั้งที่ ๗ นั้นเกิดขึ้นในปี ๑๒๔๘ ครับ  โดยฝ่ายคริสเตียนนั้นก็นำโดย Louis IX แห่งฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของยุโรปในช่วงเวลานั้น  ซึ่งสงครามครูเสดครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่จบได้ไม่สวยสักเท่าใดนัก  พระเจ้า Louis IX พ่ายแพ้ต่อกองกำลังมุสลิมภายใต้การนำของสุลต่าน Turanshah และถูกจับตัวเอาไว้ได้  ท้ายที่สุดฝ่ายคริสเตียนจึงจำใจต้องจ่ายเป็นเงินจำนวน 800,000 bezants (เหรียญทองที่นิยมใช้กันมากในช่วงนั้น) เพื่อไถ่ตัวพระเจ้า Louis IX กลับไปครับ  แต่ก็ใช่ว่าพระองค์จะเข็ดแต่อย่างใด  เพราะพระองค์ได้รวมทัพเพื่อก่อครูเสดอีกครั้งในปี ๑๒๗๐  ทว่าในสงครามครูเสดครั้งที่ ๘ นี้พระองค์ไม่โชคดีเช่นครั้งก่อน  พระองค์เสียชีวิตเพราะโรคระบาดในสิงหาคม วันที่ ๒๕ ปีเดียวกันนั้นเอง  ส่วนสงครามครูเสดครั้งที่ ๙ หรือก็คือครั้งสุดท้ายนั้นเกิดขึ้นในปีถัดมา (ค.ศ. ๑๒๗๑) ด้วยเหตุที่ว่าเป็นสงครามที่เกิดต่อเนื่องมาจากสงครามครั้งก่อน  บางครั้งครูเสดครั้งที่ ๙ นี้จึงถูกนับรวมเป็นครั้งที่ ๘ ไปในตำราบางเล่มครับ  โดยสงครามครูเสดครั้งที่ ๙ นี้เริ่มต้นขึ้นมาเมื่อเจ้าชาย Edward แห่งอังกฤษกระโดดเข้ามาร่วมสงครามด้วย  และก็ดังเช่นที่ใครๆคงเดากันได้  เป็นอีกครั้งที่คริสเตียนต้องพ่ายแพ้กลับไปและนี่ก็เป็นสงครามครูเสดครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นครับ

 
  อันที่จริงแล้วระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่ ๑ ถึง ๙ นั้น  มีสงครามยิบย่อยมากมาย (ที่บางศึกนองเลือดกว่าครูเสด ๙ ครั้งที่ผมเอ่ยไปด้วยซ้ำ) เกิดขึ้นเป็น Side Story ด้วย  ยกตัวอย่างก็เช่น Children’s Crusade หรือเรียกเป็นไทยๆก็คือ “ครูเสดเด็ก” ซึ่งเกิดในปี ๑๒๑๒  โดยครูเสดครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีเด็กคนหนึ่งอ้างว่า พระเยซูคริสต์ปรากฏตัวขึ้นและกล่าวกับตนว่าให้ก่อครูเสดด้วยการรวมพรรคพวกและเดินทางไปยังเยรูซาเล็มเพื่อชักจูงให้ชาวมุสลิมให้เปลี่ยนศาสนามาเป็นชาวคริสเตียน  ซึ่งระหว่างทางสู่อิตาลีเพื่อข้ามเมดิเตอร์เรเนียนนั้น  เด็กหนุ่มสามารถที่จะรวมคนได้ถึง ๓๐,๐๐๐ คนเลยทีเดียว (ส่วนใหญ่เป็นเด็กเช่นกัน)  ทว่าไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ไปถึงจุดหมาย  เพราะเกือบทั้งหมดถูกหลอกไปขายเป็นทาสครับ
 

                ในขณะที่ฝั่งตะวันตกกำลังก่อสงครามกันโครมๆ  อีกฟากหนึ่งของโลกหรือก็คือ ณ ดินแดนขวานทองที่เราอยู่นี้เอง  ในปี ค.ศ. ๑๒๓๘ ก็คือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรสุโขทัยครับ โดยพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองได้กระทำการยึดอำนาจจากขอมสบาถโขลญลำพงและสถาปนาให้สุโขทัยเป็นรัฐอิสระได้สำเร็จ  ก่อนที่จะเข้าสู่ยุครุ่งเรืองที่สุดในยุคของพ่อขุนรามคำแหงครับ

8

ครูเสดเด็ก เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าสนใจเหตุการณ์หนึ่งและถูกแปรรูปมาเป็นตำนานมากมายอีกหลายต่อหลายครั้งเลยทีเดียว

 

14th Century (ศตวรรษที่ ๑๔ : ๑๓๐๑ – ๑๔๐๐)

                นี่คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายจนสาธยายกันได้ทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว  โดยเหตุการณ์ใหญ่ๆที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๑๔ นี้ก็คือ โรคระบาดครั้งใหญ่ในช่วงต้นและกลางของศตวรรษที่ ๑๔ นี้ซึ่งคร่าชีวิตชาวยุโรปไปเป็นจำนวนหลายล้านเลยทีเดียว  การก่อตั้งจักรวรรดิออตโตมัน  สงครามหนึ่งร้อยปีซึ่งก่อให้เกิดตำนานของหญิงกล้านามว่า โจนส์ออฟอาร์ค  หรือการเข้าสู่ยุคเรอเนสซองก์ของอิตาลี  นอกจากนี้ไกลออกไปที่อีกฟากหนึ่งของโลกในแม็กซิโก  ช่วงศตวรรษที่ ๑๔ นี้ยังเป็นช่วงเวลาที่นคร Tenochtitlan ของพวก Aztec ก่อตั้งขึ้นอีกด้วยครับ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะรู้จักกันดีแล้วเพราะฉะนั้นขอไม่ขยายเพิ่มให้มากความล่ะนะ (แต่ถ้าไม่รู้ขอติดไว้ก่อน  โอกาสหน้าได้กลับมาเล่าถึงแน่ครับเชื่อเถอะ)

                ในเวลาเดียวกันที่แถบๆเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือก็คือบนแผ่นดินไทย ณ เวลานี้  ในปี ค.ศ. ๑๓๕๑ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้นในจุดที่เป็นจังหวัดอยุธยาในปัจจุบัน  ด้วยเหตุที่ว่าอาณาจักรอยู่ไกลจากอ่าวไทยไม่มากสักเท่าใดนัก  อาณาจักรอยุธยาจึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งใหม่ในดินแดนสุวรรณภูมิและเป็นผลทำให้อาณาจักรเติบโตได้อย่างรวดเร็วในขณะที่อาณาจักรสุโขทัยนั้นก็เสื่อมอำนาจลงเรื่อยๆหลังจากยุคของพ่อขุนแรงคำแหงครับ

 

15th Century (ศตวรรษที่ ๑๕ : ๑๔๐๑ – ๑๕๐๐)

                ในช่วงศตวรรษที่ ๑๕ นี้ก็คือช่วงเวลาที่ดินแดนส่วนใหญ่ในยุโรปเข้าสู่ช่วงเรอเนสซองก์ครับ  และในศตวรรษนี้เองที่จักรวรรดิไบแซนไทน์ซึ่งรุ่งเรืองมาอย่างยาวนานต้องจบสิ้นลงเพราะจักรวรรดิออตโตมันที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาใหม่เมื่อศตวรรษที่ผ่านมา  และในช่วงปลายของศตวรรษนี้ (ค.ศ. ๑๔๙๒) ยังเป็นช่วงเวลาที่ คริสโตเฟอร์  โคลัมบัส “ไปถึงยัง” ดินแดนอเมริกาด้วยครับ  โดยในช่วงนี้ก็มีผู้มีชื่อเสียงมากมายหลายคนเลยทีเดียวปรากฏตัวขึ้น  และหนึ่งในนั้นก็คือ เลโอนาโด  ดาวินชี นั่นเอง (และแน่นอนว่า Assassin’s Creed II ก็เริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษนี้นี่แล)

-                   Joan of Arc ก็คือหนึ่งในหญิงสาวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งศตวรรษที่ ๑๕ อย่างไม่ต้องสงสัยครับ  เธอนี่เองก็คือตัวแปรสำคัญในสงครามร้อยปีและเป็นผลช่วยให้ฝรั่งเศสพลิกสถานการณ์จากเป็นรองกลับมาเป็นต่อได้โดยการนำกำลังพลตีชิง Orleans มาได้สำเร็จ (ค.ศ. ๑๔๒๙)  ทว่าในภายหลังในปี ๑๔๓๑  เธอถูกจับตัวได้และถูกขายต่อให้พวกอังกฤษก่อนที่จะถูกตัดสินว่าเป็นพวกนอกศาสนาและถูกจับเผาทั้งเป็นในที่สุด (เมื่อเสียชีวิตเธอมีอายุแค่ ๑๙ ปีเท่านั้นเอง)  แต่ถึงแม้เธอจะเสียชีวิตไปนานแล้ว  แต่เธอมักถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยๆเพื่อปลุกเร้าความเป็นชาตินิยมสำหรับชาวฝรั่งเศสครับ

-                   ถัดมาไม่นานในช่วงปี ๑๔๓๘  ก็มีอีกอาณาจักรเกิดขึ้นบนดินแดนอเมริกาครับ  อาณาจักรที่ว่าก็คืออาณาจักร Inca ของ Pachacuti นั่นเอง  ในขณะเดียวกันนั้น Aztec ภายใต้การนำของ Montezuma I ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน  โดยสิ่งก่อสร้างอย่างนครลอยฟ้า Machu Pichu ก็น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงนี้นี่ล่ะครับ

-                   ในช่วงปลายศตวรรษนี้เองที่อาณาจักรซองไฮของแอสเกียเรืองอำนาจขึ้นมา  และจักรวรรดิซองไฮก็คือจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของผืนทวีปแอฟริกาและได้เป็นหนึ่งในชนชาติที่เล่นได้ใน Civilization V อีกด้วยครับ

-                   ในปี ค.ศ. ๑๔๖๘ ก็คือปีที่อาณาจักรสุโขทัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาโดยสมบูรณ์ครับ

 
  สาเหตุที่ผมตัดสินใจใช้ ค.ศ. กับประวัติศาสตร์ชนชาติสยามของเรานั้นใช่ว่าเพราะผมไม่รู้ว่าจะเทียบปี พ.ศ. อย่างไรนะ  แต่ในเมื่อเหตุการณ์อื่นๆระบุเป็นปี ค.ศ.  การใช้ ค.ศ. กับประวัติศาสตร์ชนชาติสยามของเราด้วยน่าจะช่วยให้เปรียบเทียบเวลาได้ง่ายขึ้น  เมื่อคิดได้อย่างนั้นผมจึงตัดสินใจใช้ปี ค.ศ. ครับ 
 
 

9

ตำนานแห่ง Joan of Arc เป็นตำนานที่ถูกนำมาเล่าขานและสร้างใหม่อีกหลายต่อหลายครั้งเช่นกัน  ซึ่งตัวละครหญิงในเกมที่เราเล่นหลายต่อหลายตัวก็มีต้นแบบมาจากเธอนี่แล

 

16th Century (ศตวรรษที่ ๑๖ : ๑๕๐๑ – ๑๖๐๐)

                ช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้คือช่วงเวลาของนักสำรวจโดยแท้ครับ  หลังจากที่คริสโตเฟอร์  โคลัมบัสค้นพบแผ่นดินอเมริกาเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา  ในศตวรรษนี้ก็มีนักเดินทางมากมายที่เดินทางไปยังดินแดนอเมริกาเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในโลกใหม่  โดยชนชาติที่ทำการบุกเบิกโลกใหม่ในช่วงศตวรรษนี้ก็คือ สเปน และ โปรตุเกส ครับ  แต่ก็ใช่ว่าความสนใจทั้งหมดของเหล่านักสำรวจจะเล็งไปทางฝั่งโลกใหม่เท่านั้นนะ  มีนักสำรวจไม่น้อยเลยทีเดียวที่ให้ความสนใจในดินแดนแอฟริกาและเอเชีย  เห็นได้ชัดจากการติดต่อซื้อขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างยุโรปและเอเชียที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงเวลานี้ครับ  ซึ่งเหตุการณ์ประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของเราที่ได้รับชมกันในภาพยนตร์ก็เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้ล่ะครับ

-                   ในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้  จักรวรรดิออตโตมันนั้นเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่รุ่งเรืองที่สุดจักรวรรดิหนึ่งในยุคนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยครับ  ซึ่งสุลต่านสุไลมานที่ ๑ หรือ Suleiman The Magnificent ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำที่คุณสามารถเลือกเล่นได้ใน Civilization V ก็ทรงมีบทบาทสำคัญในช่วงนี้นี่ล่ะครับ (ค.ศ. ๑๕๒๐ – ๑๕๖๖)

-                   เชื่อว่าภาพของโมนาลิซ่าซึ่งเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกถูกเขียนขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๖ นี้ครับ (แน่นอนว่าผู้เขียนภาพขึ้นมาก็คือเลโอนาโด  ดาวินชีนั่นเอง)  ซึ่งหลังจากที่ภาพถูกเขียนเสร็จเรียบร้อย  ดาวินชีก็ได้แบกแม่นางโมนาลิซ่าไปไหนมาไหนด้วยเสมอจนกระทั่งเขาสิ้นลมที่ฝรั่งเศส  นับตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งถึง ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีผู้ใดที่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าแม่นางโมนาลิซ่าในภาพนั้นเป็นใครกันแน่  บ้างก็ว่านั่นเป็นภาพของดาวินชีเองในร่างของสตรีเพศ  บ้างก็ว่าเป็นภาพของนางที่ดาวินชีรักที่สุด  บ้างก็ว่าเป็นภาพของผู้ว่าจ้างคนนู้นคนนี้  ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่ช่วยยืนยันคำตอบได้แน่ชัดดังที่กล่าวไปแล้วครับ  แต่ถึงแม้เราจะไม่อาจบอกได้ว่าแม่นางผู้นี้เป็นผู้ใดกันแน่  ทว่าแม่นางโมนาลิซ่านั้นเป็นผลงานชั้นเลิศอย่างไม่ต้องสงสัยและไม่จำเป็นต้องใช้อุปทานหมู่เพื่ออวยกันแต่อย่างใด  แต่เพราะเหตุใดภาพของโมนาลิซ่านั้นจึงน่าสนใจขนาดนั้น  คุณสามารถหาคำตอบได้ที่พิพิธพัฒน์ลูฟวร์ที่ฝรั่งเศสครับ

-                   ในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกเกี่ยวกับแรงงานทาสผิวสีจากกาฬทวีปในโลกใหม่ครับ

-                   ตำนานอันมีชื่อเสียง (จะเรียกว่าชื่อเสียก็ไม่ผิด) ของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ นั้นก็เกิดในช่วงนี้เช่นกัน  แต่อย่างไรนั้นขอไม่เอ่ยถึงนะเพราะยาวแน่ๆ  แต่ที่แน่ๆราชินีเอลิซาเบ็ธที่ ๑ แห่งราชวงศ์ทิวดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำที่เราสามารถเลือกเล่นได้ใน Civilization V ก็จัดอยู่ในศตวรรษนี้เช่นกันครับ  ซึ่งพระองค์นั้นเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ และพระราชินี แอนน์  โบลีน นั่นเองครับ (พระนางแอนน์  โบลีนนั้นเป็นอีกหนึ่งพระราชินีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของเกาะอังกฤษเลยทีเดียว  แต่เพราะเหตุใดนั้นแนะนำให้ลองนำชื่อของพระนางไป Search หาใน Google ดูก็จะเข้าใจครับ  สาเหตุที่ไม่อธิบายเอาไว้ในบทความเพราะเชื่อว่าผู้อ่านหลายๆท่านคงไม่ค่อยอยากฟังสักเท่าใดนัก  โดยเฉพาะเมื่อคุณอ่านในช่วงดึกสงัดชวนหลอน  :D )

-                   Countess Elizabeth  Bathory ผู้มีชื่อเสียงนั้นก็ถือกำเนิดในช่วงศตวรรษนี้เช่นกัน (ค.ศ. ๑๕๖๐ – ๑๖๑๔)  ซึ่งถ้าใครไม่รู้จักว่าแม่นางผู้นี้เป็นใคร  ลอง Search หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน Google เช่นกันครับ  แนะนำให้ทำอย่างยิ่งถ้าคุณชอบตำนานสยองขวัญน่ะนะ  :D

-                   ผู้นำอีกคนที่ปรากฏตัวใน Civilization V หรือก็คือ Oda Nobunaga นั้นก็มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้เช่นเดียวกัน  ซึ่งการมาของ Daimyo Oda Nobunaga นี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นหลุดจากยุคมืดและรวมเป็นปึกแผ่นเช่นในปัจจุบันนี้ได้สำเร็จในยุคต่อมา (อันที่จริงแล้ว Daimyo Oda Nobunaga ทำเซ็ปปุกุตัวเองก่อนที่จะทำได้สำเร็จ  โดยผู้ที่รวมญี่ปุ่นได้สำเร็จก็คือ Daimyo Toyotomi  Hedeyoshi ซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญอีกคนในยุคถัดมาครับ  แต่ถ้าไม่มี Oda  Nobunaga บางทีญี่ปุ่นอาจจะแตกแยกเป็นส่วนๆและล่มสลายไปตั้งแต่ยุคสมัยนั้นแล้วก็เป็นไปได้นะ)

-                   ในช่วงศตวรรษนี้เช่นกันครับที่มนุษยชาติค้นพบว่าโลกกลม  โดยผู้ที่พิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้สำเร็จก็คือ เซอร์ ฟรานซิส  เดรก (Sir Francis  Drake) แห่งอังกฤษ  และก็เป็นเขานี่ล่ะที่ช่วยให้อังกฤษมีชัยเหนือกองเรืออาร์มาดาและกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลรายใหม่ของโลกและเป็นที่มาของความสามารถ Sun Never Set ของพระราชินีเอลิซาเบ็ธที่ ๑ ในเกม Civilization V

-                   ตำนานเกี่ยวกับ Fountain of Youth ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของเกม Civilization V (มาพร้อมกับ DLC Pack คู่ Spain & Inca) ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้นี่แล  แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดพบมันครับ  เพราะมันเป็นเพียงแค่ “ตำนาน” เท่านั้นดังที่กล่าวไปแล้ว

-                   อาณาจักร Inca และ Aztec ที่ครองความยิ่งใหญ่มาอย่างยาวนานบนแผ่นดินอเมริกาก็ล่มสลายลงในช่วงศตวรรษนี้นี่แลโดยฝีมือของผู้มาเยือนจากแผ่นดินใหญ่อีกฟากฝั่งของทะเลครับ

 
  อันที่จริงมีเหตุการณ์น่าสนใจอีกเยอะไม่น้อยเลยทีเดียวเกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๑๖ นี้  แต่ผมเลือกยกมาเฉพาะเหตุการณ์หรือบุคคลที่คุณๆน่าจะรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับเกม Civilization V เท่านั้นครับ  ที่ต้องบอกไว้ตรงนี้ก่อนเผื่อว่าใครจะสงสัยว่าเหตุการณ์สงครามใหญ่ๆหรือบุคคลสำคัญที่เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงนี้หายไปไหนและเพราะเหตุใดผมจึงทำตกหล่นไปได้  ก็ไม่ได้ตกหล่นครับ  เพียงแต่ไม่ได้หยิบยกมาเอ่ยถึงเท่านั้นเอง  :D 
 
 

10

ภาพโมนาลิซ่าเป็นภาพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปริศนามากมาย  และนี่เองก็คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอเป็นหญิงสาวที่โด่งดังที่สุดในโลกคนหนึ่ง

 

17th Century (ศตวรรษที่ ๑๗ : ๑๖๐๑ – ๑๗๐๐)

                ช่วงศตวรรษที่ ๑๗ นี้จัดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์ของโลกเลย  เพราะช่วงเวลานี้เองครับที่ “วิทยาศาสตร์” เริ่มที่จะมีบทบาทสำคัญและ “ศาสนา” เริ่มที่จะถูกลดบทบาทลงไป (นิดนึง)  ซึ่งการมาของวิทยาศาสตร์นี้ก็ส่งผลให้มุมมองของมนุษย์ที่มีต่อโลกนั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว  โดยในศตวรรษนี้ก็มีบุคคลสำคัญมากมายเลยทีเดียวปรากฏตัวขึ้น  และหนึ่งในนั้นก็คือ เซอร์ ไอแซค  นิวตัน นั่นเองครับ

-                   ในช่วงศตวรรษนี้  ประเทศญี่ปุ่นทำการปิดประเทศตัวเองอยู่ช่วงเวลาหนึ่งครับ  แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดตัดขาดกับโลกภายนอกนะ  พวกเขายังคงค้าขายแลกเปลี่ยนกับดินแดนภายนอกอยู่บ้างเหมือนกัน  โดยคู่ค้านั้นหลักๆแล้วก็คือ ชาวโปรตุเกส ครับ

-                   ช่วงศตวรรษที่ ๑๗ นี้เป็นช่วงเวลาที่เกาะอังกฤษแทบจะลุกเป็นไฟเลยทีเดียว  เพราะนอกจากจะต้องเจอปัญหาภายในประเทศ  อังกฤษยังมีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านอย่าง Scotland และ Ireland อีกด้วย  โดยสงครามนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนาม War of The Three Kingdoms ครับ  นอกจากนี้ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ  ลอนดอนยังต้องเผชิญปัญหามากมายไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหรือเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ด้วย  สะบักสบอมไม่น้อยเลยทีเดียว

-                   Taj Mahal ก็ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษนี้เช่นกัน  การก่อสร้างนั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ ๓๐ แต่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ดีนั้นก็ต้องรอถึงปี ๑๖๕๘ เลยทีเดียว  แม้การก่อสร้างจะกินเวลานานพอสมควร  แต่ก็จัดได้ว่าคุ้มค่า  เพราะ Taj Mahal นั้นยังคงยืดหยัดฝ่าวิกฤตการณ์มากมายมาได้จนกระทั่งถึงเวลานี้ครับ  ซึ่ง Taj Mahal ก็เป็นหนึ่งใน World Wonder ใน Civilization V ของเราด้วย

-                   ปี ๑๖๖๔ ก็คือปีที่ New Amsterdam โดนยึดก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น New York ดังเช่นที่เรารู้จักกันดีเช่นในเวลานี้

11

ทัชมาฮาลคือสถานที่ฮันนีมูนยอดนิยมแห่งหนึ่งของโลก  เพราะมันสามารถสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่คุณได้แม้เพียงแรกเห็น

 

18th Century (ศตวรรษที่ ๑๘ : ๑๗๐๑ – ๑๘๐๐)

                เป็นช่วงเวลาที่มนุษยชาติเริ่มย่างเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมครับ  ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ Thomas  Newcomen และ James  Watt ที่ช่วยให้เราเป็นที่รู้จักนวัตกรรมใหม่ที่ชื่อ “เครื่องจักรไอน้ำ” ล่ะนะ  โดยเจ้าเครื่องจักรไอน้ำนี่ล่ะครับที่ช่วยให้มนุษยชาติพัฒนาได้ไวขึ้นแบบก้าวกระโดดในเวลาต่อมา  นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ประเทศใหม่ที่ชื่ออเมริกากำลังลืมตาดูโลกอีกด้วย  นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

-                   ในช่วงก่อนหน้านี้  ชาวยุโรปเชื่อว่าทางใต้ของแผ่นดินใหญ่นั้นมีผืนทวีปขนาดยักษ์อีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ซึ่งยังไม่มีใครเคยไปถึง  โดย James  Cook ชาวอังกฤษก็คือกัปตันเรือคนแรกครับที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผืนทวีปขนาดยักษ์ที่ว่านั้นไม่มีอยู่จริง  และสิ่งที่เขาค้นพบแทนที่ผืนทวีปในจินตนาการนั้นก็คือทวีปออสเตรเลียที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันนี้เองครับ

-                   The French Revolution ก็เกิดในช่วงศตวรรษนี้เอง  และเหตุการณ์นี้ได้ส่งผลต่อเนื่องและก่อให้เกิดจักรพรรดิคนสำคัญอีกคนหนึ่งขึ้น  โดยจักรพรรดิพระองค์นี้ก็คือจักรพรรดินโปเลียน  โบนาปาร์ต นั่นเองครับ  เชื่อว่าคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มล่ะนะ  เพราะคุณๆคงจะรู้จักจักรพรรดิพระองค์นี้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

12

The French Revolution คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของโลก  และเป็นเหตุการณ์ที่ถูกนำมาอ้างถึงบ่อยครั้งในภายหลัง

 

19th Century (ศตวรรษที่ ๑๙ : ๑๘๐๑ – ๑๙๐๐)

                ในที่สุดเราก็มาถึง Modern Era กันเสียที  ในยุคนี้เทคโนโลยีถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก  ประชากรมนุษย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเทคโนโลยีการแพทย์ที่ล้ำหน้ากว่าในยุคก่อนๆอยู่มากโข  และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั่วโลกซึ่งส่งผลทำให้โลกมนุษย์ของเรานั้นมีหน้าตาเฉกเช่นเดียวกับที่เราเห็นอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ครับ

-                   ปี ๑๘๐๔ ก็คือปีที่ นโปเลียน  โบนาปาร์ต สถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสครับ  โดยฝรั่งเศสในช่วงเวลานี้กลับมาเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกอีกครั้งหลังจากเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การปฏิวัตินองเลือดในศตวรรษก่อน  ในช่วงแรกนั้นก็ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆจะเริ่มเข้ารูปเข้ารอยแล้ว  แต่จุดเปลี่ยนสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์โลกก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  กองทัพอันเกรียงไกรของจักรพรรดินโปเลียนพ่ายแพ้ต่อภูมิอากาศอันโหดร้ายในรัสเซียและส่งผลต่อเนื่องทำให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก  โดยในปี ๑๘๒๔  นโปเลียน  โบนาปาร์ตถูกเนรเทศไปยังเกาะ Elba ครั้งหนึ่งก่อนที่จะกลับมานั่งบัลลังค์อีกครั้งเป็นเวลา ๑๐๐ วันในปีต่อมา  ก่อนที่สุดท้ายจะถูกเนรเทศกลับไปอีกครั้งและไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกครับ

-                   ปี ๑๘๑๘ ก็คือปีที่เจ้าอสูรกายชื่อกระฉ่อนที่ ณ ปัจจุบันเรารู้จักกันดีในนาม “แฟรงเก้นสไตน์” ถือกำเนิดจากปลายปากกาของ Mary Shelley ครับ (คุณรู้หรือไม่ว่าอันที่จริงแล้วเจ้าปิศาจตนนี้ไม่มีชื่อหรอก  แต่แฟรงเก้นสไตน์เป็นชื่อของผู้ที่สร้างมันขึ้นมาในนิยายต่างหาก)

-                   The Battle of The Alamo ซึ่งเป็นเหตุการณ์อันเป็นตำนานของรัฐเท็กซัสเกิดขึ้นในปี ๑๘๓๖ ครับ  อาจเป็นเหตุการณ์ที่น้อยคนนักนอก US จะจดจำได้  แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผมให้ความสนใจและชื่นชอบเป็นการส่วนตัวเลยนำมายัดใส่ไว้ในบทความด้วยครับ  :D

-                   ในปี ๑๘๔๑  Richard  Owen ได้มอบชื่อ “Dinosaur” ให้แก่เจ้าปิศาจนิรนามที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินมาเป็นเวลาหลายล้านปีครับ

-                   ค.ศ. ๑๘๔๔ ก็คือปีที่ เทคโนโลยี Telegraph หรือ โทรเลข กลายเป็นเทคโนโลยีที่ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปสามารถเข้าถึงได้  โดยข้อความแรกที่ถูกส่งผ่านสายจาก บัลติมอร์ ไปยัง วอชิงตัน นั้นก็คือ “What hath God wrought?” ครับ

-                   ถัดมาไม่กี่ปี  ในปี ค.ศ. ๑๘๔๘ เดือนกุมภาพันธ์ วันที่ ๒๑ : Karl  Marx ก็ได้ส่ง The Communist Manifesto ออกมามาสู่โลกครับ  และเอกสารฉบับนี้ก็คือเอกสารฉบับที่มีอิทธิพลต่อโลกอย่างมากในช่วงเวลาต่อมา  จะว่าเป็นเอกสารที่มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยก็ไม่ผิด  แต่อย่างไรนั้นขออนุญาตไม่เอ่ยถึงนะครับเพราะเหตุผลบางประการ  และผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ก็คงรู้กันดีอยู่แล้วล่ะ

-                   ค.ศ. ๑๘๕๙ ก็คือปีที่ ชาร์ล  ดาวิน ส่งThe Origin of Species ออกสู่สาธารณะครับ  จัดได้ว่าเป็นงานเขียนอีกชิ้นที่เปลี่ยนมุมมองของมนุษยชาติไปได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว

-                   ปี ๑๘๖๕ , เมษายน วันที่ ๑๔ : ประธานาธิบดี อับราฮัม  ลินคอร์น ถูกลอบสังหารที่ Ford’s Theatre , Washington D.C.  โดย John Wilkes Booth

-                   ปี ๑๘๗๒ ก็คือปีที่ อังกฤษ และ สก๊อตแลนด์ เปิดเกมฟาดแข้งกันเป็นแมตซ์แรกครับ  และนี่ยังเป็นแมตซ์ทีมชาติครั้งแรกบนหน้าประวัติศาสตร์โลกอีกด้วยนะ

-                   ปี ๑๘๘๗ ก็คือปีที่ เซอร์ อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ส่ง เชอร์ล็อก โฮล์ม ลงสู่ท้องตลาดครับ

-                   ในช่วงปลายศตวรรษนี้เองที่ชื่อของ Jack The Ripper กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งลอนดอน

13

ภาพเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอร์นที่ Ford's Theatre ครับ

 

อันที่จริงแล้วมีเหตุการณ์อีกมากมายเลยทีเดียวล่ะครับที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงในบทความนี้และจัดได้ว่าค่อนข้างสำคัญ  ซึ่งเหตุผลที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงนั้นก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน บ้างก็เป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างครุมเครือไม่แน่ชัด (แต่ถ้าเป็นที่รู้จักกันดีไม่ต้องอธิบายสาวความกันมากมายผมก็ยกมาอย่างเรื่องของกษัตริย์อาเธอร์เป็นต้น)  เป็นเหตุการณ์ที่เอ่ยถึงแล้วอาจต้องอธิบายย้อนหลังกันยาวมากๆ (อันที่จริงทำแล้ว แต่ถ้ายาวมากจริงๆผมตัดทิ้งเกลี้ยง เสียดายอยู่เหมือนกัน แต่ถ้ายาวไปคงไม่มีคนอ่านแน่  แถมทำให้บทความเฟ้อด้วย)  เหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดดราม่าได้เพราะมุมมองที่ต่างกัน (อันที่จริงโอกาสเกิดยากมากเพราะคนอ่านจริงๆก็น่าจะมีแค่ไม่กี่คน  แต่กันไว้ดีกว่าแก้ล่ะนะ)  และเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาต่างๆครับ  ซึ่งถ้าไม่ตรงใจหรือดูขัดตาอย่างไรก็คงต้องขออภัยอย่างรุนแรงไว้ ณ ที่นี้ด้วย  เอาเป็นว่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยพอขำๆในตอนนี้ขอตัดจบห้วนๆที่ตรงนี้เลยละกันเพราะยาวมากล่ะ  ขอให้มีความสุขในเดือนเมษาหน้าร้อนนี้  สวัสดีครับ  :D

Hits: 1451
Comments (8)add comment

Phozphol1c said:

Phozphol1c
...
สุดยอดดดดดดดดดดดดดดด!

อ่านไป จินตนการตามไปด้วย เพลินมากครับ :D
 
April 21, 2011
Votes: +0

RedRaven said:

RedRaven
...
พี่ซิด คนที่รวมญี่ปุ่น เป็นหนึ่งเดียว โตตุกาวะ อิเอยาสิ ไม่ใช่หรอ

part 3 Main theme อยู่ที่ เมื่อฮิตเลอร์ อยากได้โปแลนด์ เท่านั้นแหละ
ปล. The Battle of The Alamo เคยอ่านมาเหมือนกัน ทหารเมการ้อยกว่าๆยันกองทัพ
ของนายพล ซานตา แอนนา แห่งเม็กซิโก โดยทนได้ 40 วันกว่า ก่อนทหารเหล่านั้น จะตายหมด
 
April 21, 2011
Votes: +0

S.Logan said:

S.Logan
...

อันที่จริงแล้วฮิเดโยชิรวมประเทศได้ตั้งแต่ช่วงปี ๑๕๙๐ ล่ะ
แต่หลังจากที่ฮิเดโยชิเสียชีวิต ไดเมียวที่มีอำนาจที่สุดในยุคนั้นก็แตกคอกันและเจิมกันเอง
ฝั่งหนึ่งก็คือ โตกุกาว่า อิเอยาสึ ส่วนอีกฝั่งก็คือ อิชิดะ มิสึมาริ
ท้ายที่สุดก็เกิดสงครามที่เซกิงาฮาระและอิเอยาสึก็เป็นฝ่ายชนะทำให้เหตุการณ์โดยรวมสงบลงอีกครั้ง
 
April 21, 2011
Votes: +0

Ning said:

Ning
...
ไม่ได้เล่น Civ 5 แต่มาสนใจประวัติศาสตร์ช่วงกลับมาเล่น AC Brotherhood นี่แหละครับ

ขอบคุณมากครับที่สละเวลาอุตส่าห์รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลดีๆ มาให้เราได้อ่านกัน
 
April 22, 2011
Votes: +0

PhXIX said:

PhXIX
...
เขียนผิดนิดหน่อย ตรงศตวรรศที่ 1 (ค.ศ.1 - 1000) แก้ด้วยพี่ = ='
 
April 23, 2011
Votes: +0

S.Logan said:

S.Logan
...
เออว่ะ เพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกัน ขอบคุณมากมาย XD
 
April 23, 2011
Votes: +0

Dark_One said:

Dark_One
...
แล้ว Arcanum เกิดขึ้นในช่วงปีไหนเหรอครับ
 
May 29, 2011
Votes: +0

dong said:

dong
...
จากที่ติดตามนานแล้ว ปวศ.ในโลกตะวันออกน้อยมากครับ เอาเข้าจริงแล้วหลายเรื่องอลังการและเข้มข้นกว่าโลกตะวันตกเยอะในหลายยุคสมัยนะ
 
June 22, 2011
Votes: +0

Write comment
You must be logged in to post a comment. Please register if you do not have an account yet.

busy
Last Updated ( Saturday, 23 April 2011 19:04 )