| เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยพอขำๆ : อดีตสู่ปัจจุบัน ตอนที่ ๒ | |
|
หลังจากตอนที่ผ่านมาเราพาทุกท่านย้อนอดีตไปยังยุคก่อนประวัติศาสตร์ สำหรับในตอนนี้ที่ ๒ นี้ เราจะพาทุกท่านนั่งไทม์แมชชีนย้อนอดีตไปยังช่วงศตวรรษที่ ๑ ไล่มาจนถึงศตวรรษที่ ๑๙ กันครับ (ส่วนศตวรรษที่ ๒๐ ถึงปัจจุบันนั้นขอยกไปเป็นตอนสุดท้ายละกันนะ เพราะรายละเอียดช่วงศตวรรษที่ ๒๐ นั้นค่อนข้างละเอียดพอสมควร) อย่ามัวเสียเวลาอีกเลยครับ ขึ้นไทม์แมชชีนและเริ่มออกเดินทางกันเลยดีกว่า ก็เช่นเดียวกันกับที่กล่าวไว้ในตอนที่ ๑ ครับ ประวัติศาสตร์นั้นส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นโดยอาศัยมุมมองของผู้เขียนเป็นหลัก จึงเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์บางอย่างนั้นจะถูกบิดเบือน แตกต่าง ไม่ชัดเจน หรือแม้กระทั่งอาจจะมีเหตุการณ์ที่ยากจะเชื่อเกิดขึ้น ซึ่งถึงแม้จะนำบันทึกอีกหลายฉบับมาเทียบกันเพื่อหาข้อเท็จจริง เราก็มักไม่อาจสรุปได้อยู่ดีว่าบันทึกฉบับใดกันแน่ที่ถูกต้องที่สุด เพราะก็ดังที่เขาว่าไว้นั่นล่ะครับ มนุษย์มักคิดเข้าข้างตัวเองเสมอและมักกระทำสิ่งที่ก่อประโยชน์แก่ตัวเองเช่นกัน ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่ผมนำมาใส่เอาไว้นั้นก็มาจากบันทึกหลายๆเล่มนำมายำรวมกันเพื่อหาจุดที่ดูเป็นกลางที่สุด ถ้าผิดพลาดหรือสร้างความไม่พอใจอย่างไรก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
1st Century (ศตวรรษที่ ๑ : ค.ศ. ๑ – ๑๐๐) ช่วงศตวรรษที่ ๑ นี้เป็นช่วงที่อาณาจักรโรมันรุ่งเรืองถึงขีดสุดภายใต้การนำของจักรพรรดิ Augustus ครับ (ก่อนที่จะเสื่อมอำนาจลงภายหลังในยุคของจักรพรรดิ Nero ในช่วงปี ค.ศ. ๖๘) ในขณะเดียวกันนั้น ณ อีกฟากหนึ่งของโลกหรือก็คือผืนทวีปเอเชียของเรา นี่ตรงกับช่วงราชวงศ์ฮั่นของจีนและประเทศจีนนั้นก็เริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วครับ ทว่าในส่วนอื่นๆของโลกนั้น ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้แน่ชัดว่ามีอารยธรรมอื่นๆเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะโฟกัสลงไปที่เฉพาะเหตุการณ์สำคัญในยุโรปและตะวันออกไกลเท่านั้น - ค.ศ. ๑๔ , สิงหาคม วันที่ ๑๙ ก็คือวันที่จักรพรรดิ Augustus แห่งโรมสิ้นพระชนม์ลงที่เมือง Nola ทางใต้ของอิตาลีปัจจุบัน ว่ากันว่าประโยคสุดท้ายที่จักรพรรดิรับสั่งก็คือ "Behold, I found Rome of clay, and leave her to you of marble." ครับ ( แปลได้ประมาณว่า “ดูเถอะ , ข้าสร้างโรมขึ้นจากกองดินและส่งต่อให้แก่เจ้าเป็นหินอ่อน” ) - ช่วงประมาณ ค.ศ. ๓๐ – ๓๖ เวลาใดเวลาหนึ่งในวันศุกร์ก็คือวันที่ “พระเยซูถูกตรึงกางเขน” ครับ ถึงแม้เหตุการณ์นี้จะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของโลก ทว่าหลักฐานที่ช่วยยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันใดเดือนใดกันแน่นั้นไม่ชัดเจนครับ เพราะไม่มีบันทึกแม้แต่เล่มเดียวที่บันทึกเหมือนกัน ถึงกระนั้นก็ตามช่วงเวลาที่พระเยซูถูกตรึงกางเขนนั้นมีการระบุชัดแน่นอนก็คือช่วงเวลาประมาณ ๙ โมงเช้า และเมื่อเวลาประมาณเที่ยงวันขณะที่ดวงอาทิตย์มืดดับไป พระองค์ได้ตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ขอฝากวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” และก็สิ้นพระชนม์ลง - ค.ศ. ๖๔ , กรกฎาคม วันที่ ๑๘ (เช้าวันที่ ๑๙) ก็คือวันที่เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ในกรุงโรมซึ่งคนรุ่นหลังรู้จักกันดีในนาม “Great Fire of Rome” ซึ่งอัคคีภัยครั้งนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง ๗ คืน ๖ วันเลยทีเดียว ซึ่งสถานที่สำคัญต่างๆมากมายก็ถูกทำลายไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ครับ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ด้วยเหตุที่ว่ากรุงโรมนั้นกว้างใหญ่มาก พื้นที่ซึ่งถูกอัคคีภัยนั้นคิดได้เป็นเพียงแค่ ๑ ใน ๑๐ ของพื้นที่กรุงโรมทั้งหมดเท่านั้นเอง - ค.ศ. ๗๙ , เดือนสิงหาคม ก็คือเดือนที่เขา Vesuvius ปะทุและเป็นผลทำให้นคร Pompeii และ Herculaneum ถูกปิดซ่อนไว้จากหน้าประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติมานานหลายพันปี จนกระทั่งมีผู้ค้นพบ Pompeii อีกครั้งในปี ค.ศ. ๑๕๙๙ ในสภาพที่สมบูรณ์ดีทุกประการ ส่วน Herculaneum นั้นถูกค้นพบภายหลังในปี ค.ศ. ๑๗๖๔ ครับ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนั้น Pompeii เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียวของอิตาลี ถึงแม้บรรยากาศของเมืองจะทำให้รู้สึกชวนหดหู่อย่างแรงก็ตามทีเถอะ อันที่จริงเหตุการณ์สำคัญในศตวรรษต่างๆไม่ได้มีแค่เท่าที่เห็นนะครับ แต่ผมได้เลือกหยิบเอาเหตุการณ์สำคัญที่เราน่าจะรู้จักกันดีมาเท่านั้นเอง เพราะถ้าจะไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วมันเยอะมากจริงๆ ถ้าไล่ลำดับหมดคงได้โพสต์บทความกันปีหน้าแน่ และที่สำคัญ ถึงเอ่ยให้รู้ก็คงจะต้องไล่อธิบายกันยาวไปค่อนบทความเสียอีก ด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจเลือกหยิบยกเหตุการณ์สำคัญมาดังที่คุณได้อ่านอยู่นี้เองครับ
ภาพของถนนหนทางของปอมเปอีในปัจจุบันครับ การเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งเลยทีเดียวล่ะ
2nd Century (ศตวรรษที่ ๒ : ค.ศ. ๑๐๑ – ๒๐๐) ศตวรรษที่ ๒ นั้นโดยรวมแล้วสถานการณ์ต่างๆทั่วโลกนั้นยังแทบไม่ต่างไปจากศตวรรษที่ ๑ สักเท่าใดนักครับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุการณ์สำคัญเลยทีเดียว ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑ ถึงศตวรรษที่ ๒ นี้เองครับที่มีจักรพรรดิแห่งโรมหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันขึ้นครองราชย์ถึง ๕ พระองค์ ซึ่งระหว่างที่จักรพรรดิทั้ง ๕ ขึ้นครองราชย์อยู่นั้น จักรวรรดิโรมก็แข็งแกร่งและทรงอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่เองก็คือเหตุผลที่ทำให้นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังเรียกจักรพรรดิทั้ง ๕ พระองค์ว่า “Five Good Emperors” (ถ้าแปลเป็นไทยก็คงได้ประมาณว่า “จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้า”) ซึ่งทั้ง ๕ พระองค์ก็ประกอบไปด้วย Nerva (๙๖ – ๙๘) , Trajan (๙๘ – ๑๑๗) , Hadrian (๑๑๗ – ๑๓๘) , Antoninus Prius (๑๓๘ – ๑๖๑) และ Marcus Aurelius (๑๖๑ – ๑๖๙) ครับ ทว่าเมื่อสิ้นจักรพรรดิ Marcus Aurelius และบุตรของพระองค์ซึ่งก็คือ จักรพรรดิ Commodus ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ ยุคสมัยของจักรพรรดิ Commodus นี้เองก็คือจุดที่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายแห่งจักรวรรดิโรมในเวลาต่อมาและเป็นจุดสิ้นสุดของราชวงศ์ Nerva-Trajan ที่ปกครองจักรวรรดิโรมันมาอย่างยาวนานครับ จักรพรรดิทั้ง ๕ พระองค์ที่ถูกจัดอยู่ใน Five Good Emperors นั้นมีจุดเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ “ทุกพระองค์ล้วนแต่เป็นบุตรบุญธรรมของจักรพรรดิพระองค์ก่อน” ครับ ทว่าจักรพรรดิ Commodus นั้นเป็นบุตรชายแท้ๆของจักรพรรดิ Marcus Aurelius และ Faustina The Younger ด้วยเหตุนี้เองจึงมีนักประวัติศาสตร์บางคนตั้งข้อสังเกตแปลกๆขึ้นมากมายเลยทีเดียว แต่อย่างไรนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกันกับบทความของเราล่ะนะ
รูปแกะสลักของ Marcus Aurelius ผู้เป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายใน Five Good Emperors ครับ
3rd Century (ศตวรรษที่ ๓ : ค.ศ. ๒๐๑ – ๓๐๐) ศตวรรษที่ ๓ นี้จัดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ก็ดังที่ว่าไปแล้วในหัวข้อของศตวรรษที่ ๒ ในช่วงศตวรรษที่ ๓ นี้ จักรวรรดิโรมันที่เคยเรืองอำนาจกำลังอยู่ในช่วงเสื่อม ทว่าในประเทศจีนนั้นก็เกิดเหตุการณ์สำคัญและน่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งเหตุการณ์ที่ว่านั้นก็คือ The Three Kingdoms Periods หรือก็คือ “ยุคสามก๊ก” ที่เรารู้จักกันดีนั่นเองครับ และในเวลาเดียวกันนั้นเองในเกาหลีก็มีสงครามย่อมๆเกิดขึ้นเช่นกัน มันก็คือความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรทั้ง ๓ ซึ่งก็คือ โกคูรยอ , แพกเจ และ ชิลลา ซึ่งผู้อ่านบางท่านคงจะรู้จักกันดีจากซีรีส์เกาหลีต่างๆที่ฉายกันอยู่ช่วงสุดสัปดาห์ทางฟรีทีวีของเรานี่เอง และอีกฟากหนึ่งของโลก นักประวัติศาสตร์เชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่อาณาจักรมายาเข้าสู่ยุค Classic Era อีกด้วยครับ - ฤดูหนาวของปี ค.ศ. ๒๐๘ ก็คือช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ “ศึกผาแดง” (Battle of Red Cliffs) ขึ้นครับ ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะรู้จักเหตุการณ์ครั้งนี้ดีเลยทีเดียว เพราะมันคือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงของยุคสามก๊กนั่นเอง โดยศึกครั้งนี้เป็นการรบกันระหว่างกองทัพของโจโฉ กับกองทัพของเล่าปี่และซุนกวน และก็ดังเช่นที่เราทราบกันดี วันแรม ๕ ค่ำเดือนอ้าย โจโฉโดนกลยุทธของขงเบ้งเล่นงานเสียจนแตกพ่ายไม่เป็นท่าเพราะลมสลาตันและเปลวเพลิงครับ ซึ่งถ้าใครต้องการลงลึกในรายละเอียดก็สามารถหาชมได้ในภาพยนตร์ชื่อเดียวกันนี้เลย - ช่วงปี ค.ศ. ๒๓๕ – ๒๘๔ ก็คือช่วงเวลาที่จักรวรรดิโรมันโดนมรสุมอย่างแรงไม่ว่าจะทั้งจากศัตรูภายนอก การเจิมกันเองภายใน โรคระบาด และภาวะความไม่แน่นอนทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ก็คือเมื่อจักรพรรดิ Alexander Serverus โดนลอบปลงพระชนต์ หลังจากนั้นก็มีการรบราฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงราชบัลลังค์แห่งจักรวรรดิโรมัน ก่อนที่จะจบลงเมื่อจักรวรรดิแตกออกเป็นสามส่วนซึ่งประกอบด้วยจักรวรรดิ Gallic , Britannia & Hispania และ จักรวรรดิ Palmyrene ครับ แต่ถึงกระนั้น จักรพรรดิ Diocletianus ก็สามารถที่จะรวบรวมจักรวรรดิโรมันเข้าเป็นหนึ่งได้สำเร็จอีกครั้ง
4th Century (ศตวรรษที่ ๔ : ค.ศ. ๓๐๑ – ๔๐๐) ในช่วงศตวรรษที่ ๔ นี้ก็คือยุคที่คริสต์ศาสนาเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นและเริ่มเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในยุโรปตอนกลางครับ ในทางกลับกันลัทธิเพกันซึ่งชนพื้นเมืองนับถือกันมาอย่างยาวนานนั้นถูกตีตราว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย (เริ่มต้นในยุคของจักรพรรดิ Constantine I ซึ่งเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมันที่นับถือคริสต์) และในช่วงศตวรรษที่ ๔ นี้เช่นกันที่จักรวรรดิโรมันล่มสลายและถูกหั่นออกเป็น ๒ ส่วนหลังการสิ้นพระชนม์ลงของจักรพรรดิ Theodosius I ครับ โดยฝั่งตะวันออกนั้นก็คือ จักรวรรดิที่เรารู้จักกันดีในนาม Byzantine ส่วนทางฟากตะวันตกนั้นก็จะถูกเรียกว่าจักรวรรดิโรมันเช่นเดิม แต่เพื่อป้องกันการสับสน นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังมักจะเรียกจักรวรรดิโรมันหลักถูกแบ่งย่อยออกเป็น ๒ ส่วนแล้วนี่ว่า “จักรวรรดิโรมันตะวันตก” ครับ
รูปหล่อของจักรพรรดิ Constantine I ซึ่งตั้งอยู่ที่ York 5th Century (ศตวรรษที่ ๕ : ค.ศ. ๔๐๑ – ๕๐๐) หลังจากที่จักรวรรดิโรมันถูกสับซอยออกเป็น ๒ ส่วน ทางจักรวรรดิ Byzantine ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ Constantinople นั้นก็ท่าทางจะไปได้รุ่งอยู่ แต่ทว่ายุคของจักรวรรดิโรมันตะวันตกนั้นกลับสิ้นสุดลงในศตวรรษที่ ๕ นี้เองครับ โดยเหตุการณ์ที่ส่งผลทำให้จักรวรรดิโรมันตะวันตกนั้นล่มสลายลงก็มีอยู่ ๓ เหตุการณ์ด้วยกัน จุดเริ่มต้นแรกสุดนั้นก็คือเหตุการณ์ที่จักรพรรดิ Romulus Augustus ถูกโค่นอำนาจลงโดยพวก Germanic ในปี ค.ศ. ๔๗๖ เหตุการณ์ต่อมาก็คือ Julius Nepos ผู้ปกครองโรมันคนต่อมาถูกสังหารใน Dalmatia ในปี ค.ศ. ๔๘๐ และ Soissons ของ Duke Syagrius ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกก็ถูกตีแตกโดยราชา Clovis ของพวก Frankish ในปี ๔๘๖ เป็นอันว่าจักรวรรดิโรมันหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างถาวรในช่วงนี้เองครับ - นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าปี ค.ศ. ๔๕๕ ก็คือปีที่ Chichen Itza ถูกสร้างขึ้นในแม็กซิโกครับ - ถ้ากษัตริย์อาเธอร์แห่งบริแทนเนียเป็นจริง พระองค์ก็จะมีชัยเหนือพวก Saxons ที่ Badon ในช่วงปี ค.ศ. ๔๙๐ ครับ
6th Century (ศตวรรษที่ ๖ : ค.ศ. ๕๐๑ – ๖๐๐) หลังจากที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายลง ดินแดนที่เคยเป็นของจักรวรรดิโรมันตะวันตกเดิมก็ถูกแบ่งซอยแยกย่อยออกเป็นอาณาจักรเล็กใหญ่มากมายครับ และนี่เองก็คือจุดเริ่มต้นของยุคกลาง - ปี ค.ศ. ๕๗๐ ก็คือปีที่ นบีมุฮัมมัด ประสูติ โดยท่านเกิดที่มหานครเมกกะ ในวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนรอบีอุลเอาวัล ครับ (เดือนที่ ๓ ตามปฏิทินปฏิทินฮิจญ์เราะหฺ) - และถ้าตำนานของกษัตริย์อาเธอร์เป็นจริง ในปี ค.ศ. ๕๓๗ กษัตริย์อาเธอร์ได้ต่อสู้กับ Sir Mordred ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของพระองค์ (บางตำนานก็ว่าเป็นบุตรของพระองค์กับน้องสาวผู้มีนามว่า Morgause) ที่ Camlann ซึ่งสงครามครั้งนี้ทำให้กษัตริย์อาเธอร์บาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในภายหลังครับ - มีหลักฐานว่าในช่วงต้นศตวรรษที่ ๖ นี้เองที่ชาว Scots ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานใน Caledonia หรือก็คือ Scotland ในปัจจุบัน และในเวลาเดียวกัน ก็เริ่มมีเมืองและหมู่บ้านเล็กๆมากมายเกิดขึ้นใน Ireland และ Wales แล้วด้วยครับ - และถ้าตำนานของ Beowulf เป็นเรื่องจริง เขาก็จะมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ ๖ นี้เช่นเดียวกัน
การดวลระหว่างกษัตริย์อาเธอร์และมอร์เดรดนั้นเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รู้จักกันดีและมีการ Remake อีกหลายครั้งในหลายรูปแบบเลยทีเดียว
7th Century (ศตวรรษที่ ๗ : ๖๐๑ – ๗๐๐) ศตวรรษที่ ๗ นี้จัดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจที่สุดอีกช่วงหนึ่งของมนุษยชาติครับ เพราะหลังจากที่สิ้นนบีมุฮัมมัดในในปี ค.ศ. ๖๓๒ จักรวรรดิอาหรับก็แผ่ขยายอย่างรวดเร็วในแถบตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออกครับ และในเวลาเดียวกันนั้นเอง Canstantinople ก็รุ่งเรืองถึงขีดสุดและกลายเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าในเมื่อมีจักรวรรดิใหญ่มากกว่าหนึ่งเกิดขึ้นในละแวกเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ “สงคราม” ครับ ในช่วงศตวรรษที่ ๗ นี่มีสงครามใหญ่เกิดขึ้นหลายครั้งเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่าง อาหรับกับไบเซนไทน์ โรมันกับชาวเปอร์เซียน หรือสงครามระหว่างชาวมุสลิมด้วยกันที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งในช่วง ๑๐๐ ปีนี้ และในช่วงปลายของศตวรรษที่ ๗ นี้เองครับที่จักรพรรดินี อู๋เจ๋อเทียน (Wu Zetian) ซึ่งก็คือจักรพรรดินีผู้นำของชาวจีนใน Civilization V ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจครับ (ถ้าให้จำเพาะเจาะจงหน่อยก็คือในช่วงประมาณปี ค.ศ. ๖๙๐)
8th Century (ศตวรรษที่ ๘ : ๗๐๑ – ๘๐๐) ในช่วงนี้ก็คือช่วงที่ชาวไวกิ้งเริ่มที่จะปรากฏเข้ามาในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติครับ โดยพวกเขาเริ่มที่จะเข้าบุกปล้นเมืองท่าและหมู่บ้านเล็กๆต่างๆที่ติดริมทะเลในแถบ สแกนดิเนเวีย , ยุโรป และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และนี่เองก็คือช่วงเวลาที่ตำนานของชาวไวกิ้งอย่างมังกร หมาป่ายักษ์ หรือยักษ์น้ำแข็ง เริ่มแผ่ขยายเข้าสู่ยุโรปและกลายเป็นตำนานแฟนตาซีที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันหลายต่อหลายเรื่อง ในเวลาเดียวกันบนแผ่นดินใหญ่ สงครามระหว่างอาหรับและคอนสแตนติโนเปิลนั้นก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น (ซึ่งคอนสแตนติโนเปิลนั้นก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้กับชาวอาหรับได้ด้วยความช่วยเหลือของดินแดนโดยรอบ โดยพันธมิตรหลักของพวกเขาก็คือชาวบัลแกเรียน) และในช่วงปลายศตวรรษนี้เองครับ (ปี ค.ศ. ๘๐๐ ในวันคริสมาสต์พอดี) ที่กษัตริย์ของชาว Frankish นามว่า Charlemagne ได้รับการแต่งตั้งจาก Pope Leo III ให้กลายเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกที่สามารถรวมอาณาจักรน้อยใหญ่ในยุโรปให้รวมเป็นทองแผ่นเดียวกันได้นับตั้งแต่จักรวรรดิโรมันล่มสลายลงเมื่อหลายร้อยปีก่อน จริงที่ว่าผู้อ่านหลายๆคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับพระนามของพระองค์สักเท่าใดนัก แต่พระองค์จัดได้ว่าเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียวล่ะครับ และก็เป็นพระองค์นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ต่างๆของฝรั่งเศษและเยอรมันในภายหลัง ผู้อ่านหลายๆท่านมักจะจำสับสนระหว่างจักรวรรดิโรมันโบราณและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอันที่จริงแล้วจักรวรรดิทั้งสองนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆต่อกันเลยแม้แต่น้อยครับนอกจากตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน โดยจักรวรรดิโรมันโบราณนั้นก็คือจักรวรรดิที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิ Augustus ในขณะที่จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์นั้นก็คือจักรวรรดิที่ก่อตั้งโดยราชา Charlemagne ดังที่กล่าวไปแล้วตะกี๊นี้เองครับ ซึ่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์นี้ในภายหลังก็ถูกแยกย่อยออกเป็น เยอรมันและประเทศน้อยใหญ่มากมายในแถบนั้นนั่นเองครับ
กษัตริย์ Charlemagne ของพวก Frank นั้นจัดได้ว่าเป็นกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดพระองค์หนึ่งเลยทีเดียว แม้คนรุ่นหลังจะมีน้อยคนนักที่จะจดจำพระองคืได้ก็ตามที
9th Century (ศตวรรษที่ ๙ : ๘๐๑ – ๙๐๐) ศตวรรษที่ ๙ เป็นอีกช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากที่สุดช่วงหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ครับ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลักๆที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินบริแทนเนียหรือก็คือเกาะอังกฤษในปัจจุบันนี่เอง ในช่วงเวลานี้นั้นในแถบบริแทนเนียจะถูกเรียกโดยนักประวัติศาสตร์ว่า Viking Age ครับ เพราะพวกไวกิ้งนั้นโผล่มาจากไหนไม่รู้มากมายเป็นกองทัพและไล่บุกยึดดินแดนริมชายฝั่งไปจนหมด นอกจากนี้ชาวไวกิ้งยังได้ตั้งถิ่นฐานตามเกาะน้อยใหญ่ต่างๆในแถบ UK ปัจจุบันด้วยครับ ซึ่งเมืองต่างๆที่ว่าเหล่านั้นก็เช่นเมือง Dublin ในปัจจุบันนั่นเอง และในอีกซีกโลกหนึ่งบริเวณใกล้ๆบ้านเรานี่เอง พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ก็ได้เริ่มก่อตั้งอาณาจักรขะแมร์ขึ้นแล้วด้วย - ในศตวรรษที่ ๙ นี้เองครับที่อิตาลีเริ่มมีการแบ่งออกเป็นสาธารณรัฐต่างๆ โดยสาธารณรัฐ Forli ก็คือเมืองแรกเลยที่ตั้งตัวเป็นอิสระในช่วง ค.ศ. ๘๘๙ - Harun al-Rashid ผู้นำของจักรวรรดิอาหรับซึ่งได้ปรากฏตัวใน Civilization V ก็ได้ขึ้นเป็นกาหลิปในช่วงเวลานี้เช่นเดียวกัน ซึ่งในยุคของพระองค์นี้ก็เป็นยุคหนึ่งที่จักรวรรดิอาหรับนั้นเรื่องอำนาจถึงขีดสุด และพันหนึ่งราตรี ก็เกิดขึ้นในยุคของพระองค์นี้เองครับ (และหลายๆเรื่องของพันหนึ่งราตรีก็มีพระองค์เป็นตัวเอกของเรื่องด้วย) - สึนามิที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๘๖๙ ที่ญี่ปุ่นครับ โดยคลื่นสึนามินั้นได้ถล่มชายฝั่ง Sanriku จนราบและคร่าชีวิตประชาชนไปไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคนเลยทีเดียว - ดินปืนนั้นถูกนำมาใช้ครั้งแรกในช่วงนี้เช่นเดียวกัน โดยผู้ที่นำมาใช้เป็นคนแรกเลยก็คือนักเล่นแร่แปรธาตุชาวจีนครับ แต่กว่าจะมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายจริงๆก็ต้องรอถึงช่วงยุคเรเนสซองก์ล่ะ
ตำนานของ Sinbad และพันหนึ่งราตรีก็เกิดขึ้นในยุคของ Harul al-Rashid นี้เองครับ
10th Century (ศตวรรษที่ ๑๐ : ๙๐๑ – ๑๐๐๐) ช่วงศตวรรษที่ ๑๐ นี้จัดได้ว่าเป็นอีกช่วงหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์ให้ความสนใจมากมายเพราะช่วงเวลานี้จัดได้ว่าเป็นช่วงต้นของยุคกลางล่ะ ทว่ากลับมีบันทึกน้อยมากครับที่กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ อันที่จริงก็พอมีล่ะ ทว่ากลับไม่ใช่เหตุการณ์สำคัญมากมายสักเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นเพื่อย่นบทความให้กระชับลง ผมจึงขอข้ามช่วงศตวรรษที่ ๑๐ ไปเลยละกันนะ
11th Century (ศตวรรษที่ ๑๑ : ๑๐๐๑ – ๑๑๐๐) ในช่วงศตวรรษที่ ๑๑ นี้ ประวัติศาสตร์ของโลกเริ่มกลับมามีสีสันอีกครั้งครับหลังจากที่เงียบเชียบอยู่นานในศตวรรษที่ ๑๐ โดยเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สุดของโลกเลยก็คือเหตุการณ์ที่เรารู้จักกันดีในนาม “สงครามครูเสด” นั่นเองครับ โดยสงครามครูเสดครั้งที่ ๑ นั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๐๙๕ หรือก็คือยุคของ Pope Urban II จริงล่ะครับที่ว่ามีบันทึกมากมายที่กล่าวถึงว่า สงครามครูเสดเกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะเหตุใดจึงเกิดสงครามครั้งนี้ขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม บันทึกส่วนใหญ่นั้นมักถูกเขียนขึ้นจากมุมมองของผู้เขียนเป็นหลักครับ จึงเป็นธรรมดาที่บันทึกนั้นจะเอนเอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ผมจึงขออนุญาตไม่กล่าวถึงต้นเหตุของสงคราม (เพราะเอ่ยถึงทีไรมันดราม่าทุกที) และข้ามไปในส่วนของผลลัพธ์เลยละกัน ซึ่งผลลัพธ์ของสงครามครูเสดในครั้งแรกนี้กองทัพของชาวคริสต์สามารถที่จะตีชิงเยรูซาเล็มจากชาวอิสลามได้สำเร็จในช่วง กรกฎาคม ปี ค.ศ. ๑๐๙๙ และเป็นผลทำให้เกิด อาณาจักรแห่งเยรูซาเล็ม ขึ้นในปีเดียวกันนั้นเองครับ
12th Century (ศตวรรษที่ ๑๒ : ๑๑๐๑ – ๑๒๐๐) ศตวรรษที่ ๑๒ นี้เป็นช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในแถบยุโรปและตะวันออกกลางครับ และในช่วงเวลานี้เองที่ภาคีแห่งเทมพลาร์หรือก็คืออัศวินเทมพลาร์ (Templar) ถูกก่อตั้งขึ้น (ในช่วงปี ค.ศ. ๑๑๒๙) และก็เป็นพวกเขานี่เองที่ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของเหล่าขุนนางที่เข้าร่วมในสงครามครูเสดรวมไปถึงทรัพยากรต่างๆที่ได้รับมาจากผู้สนับสนุน ถ้าว่ากันตรงๆแล้ว พวกเขานั้นก็เปรียบได้คล้ายๆกันกับองค์กรเศรษฐกิจทุนหนาในยุคปัจจุบันนั่นเองครับ แต่จะต่างกันนิดก็ตรงที่พวกเขามีกองกำลังใช้สอยเป็นของตัวเองเท่านั้น หลังจากภาคีแห่งเทมพลาร์ก่อตั้งได้ไม่นาน สงครามครูเสดครั้งที่สองก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๑๔๕ ครับ ซึ่งสงครามครูเสดครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของชาวมุสลิมและเป็นผลสืบเนื่องให้ชาวมุสลิมสามารถที่จะชิงเยรูซาเล็มกลับคืนมาได้หลังจากนั้นไม่นาน (รายละเอียด “โดยคร่าวๆ” ของช่วงเหตุการณ์นี้สามารถติดตามชมได้ในภาพยนตร์เรื่อง Kingdom of Heaven) และในช่วงปลายศตวรรษที่ ๒ นี้หรือก็คือในปี ค.ศ. ๑๑๘๙ สงครามครูเสดครั้งที่สามก็เกิดขึ้นครับ โดยจุดประสงค์หลักในการก่อสงครามครั้งนี้ก็คือการตีชิงเยรูซาเล็มคืนมานั่นเอง และสงครามครูเสดครั้งที่สามนี้ก็คือสงครามครูเสดครั้งที่ใครๆต่างก็รู้จักกันดีที่สุดครับ ซึ่ง Assassin’s Creed ภาคแรกก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างครูเสดครั้งนี้นี่เอง สงครามครูเสดครั้งที่สามจัดได้ว่าเป็นสงครามครูเสดที่ดราม่าที่สุดและมีรายละเอียดที่น่าสนใจเยอะที่สุดก็ว่าได้ (จากมุมมองผมเอง) ก็ดังเช่นสงครามครูเสดทุกครั้งครับ ก็เป็นฝ่ายคริสเตรียนนั่นแลที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังดินแดนของชาวมุสลิมเพื่อตีชิงเยรูซาเล็มกลับมา ทว่าระหว่างกว่าจะเดินทางไปถึง พวกเขาต้องพบกับปัญหามากมายไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่สมเด็จพระจักรพรรดิฟรีดริชที่ ๑ แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ทรงจมน้ำเสียชีวิต หรือเหตุการณ์การทะเลาะกันเองเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัวระหว่างผู้นำฝ่ายคริสเตียนด้วยกัน ท้ายที่สุดจึงเหลือแค่เพียงกองทัพของพระเจ้าริชาร์ดที่ ๑ แห่งอังกฤษ (หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม “ริชาร์ดใจสิงห์”) ที่เดินทางไปถึงยังเยรูซาเล็ม ซึ่งท้ายที่สุดสงครามครูเสดครั้งนี้ก็จบลงโดยที่พระเจ้าริชาร์ดกับซาลาดินตกลงเซ็นสนธิสัญญาที่ WIN WIN ทั้งสองฝ่าย (?) อย่างไร? ผลจากสนธิสัญญานี้จะทำให้ชาวมุสลิมจะยังคงได้ปกครองเยรูซาเล็มเช่นเดิม ทว่าผู้แสวงบุญชาวคริสเตียน (ที่ไม่ได้ติดอาวุธ) จะยังคงสามารถเดินทางผ่านเข้ามาในเยรูซาเล็มได้นั่นเองครับ ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรกลับไปแถมกองทัพมลายหายไปทั้งกองทัพล่ะนะ ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่อีกซีกโลกหนึ่งหรือก็คือแถวบ้านเรานี้เอง พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ก็ได้ทรงสร้างนครวัดขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิศณุครับ ซึ่งนครวัดนี้ก็ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบันและได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งใน World Wonder ใน Civilization V อีกด้วย
เหตุการณ์ใน Assassin's Creed นั้นเกิดขึ้นในช่วงนี้เองครับ
13th Century (ศตวรรษที่ ๑๓ : ๑๒๐๑ – ๑๓๐๐) เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่วุ่นวายและชวนปวดหัวมากที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกครับ และช่วงศตวรรษนี้เองที่มีผู้มีชื่อเสียงอีกคนที่เรารู้จักกันดีโผล่ออกมา คนๆนั้นก็คือ Genghis Khan นั่นเองครับ ภายใต้การนำของ Genghis Khan กองทัพมองโกลนั้นได้กลายเป็นหนึ่งในกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดกองทัพหนึ่งของโลก ณ เวลานั้นเลยและเป็นผลทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในกองกำลังที่ใครๆต่างก็กล่าวขวัญถึงมาจนกระทั่งปัจจุบัน ก็จะไม่ให้เอ่ยถึงได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาสามารถที่จะบุกตีและปล้นเมืองได้มากมายไล่ตั้งแต่ตะวันออกสุดหรือก็คือจักรวรรดิจีนไปจนกระทั่งถึงตะวันตกสุดหรือก็คือฮังการีเลยทีเดียวในช่วงเวลาเพียงแค่ ๑ ศตวรรษเท่านั้นเอง ในขณะที่ดินแดงฝั่งตะวันออกนั้นกำลังวุ่นวายเพราะการรุกรานจากพวกมองโกล ก็ใช่ว่าดินแดนฝั่งตะวันตกที่พวกมองโกลยังไปไม่ถึงนั้นจะสงบสุขแต่อย่างใด มีสงครามครูเสดเกิดขึ้นในช่วงนี้ถึง ๖ ครั้งเลยทีเดียว ใช่แล้วครับ!! ๖ ครั้ง!! โดยสงครามครูเสดครั้งที่ ๔ นั้นโจ้กันตั้งแต่ปี ๑๒๐๒ โดยจุดประสงค์แรกเลยก็คือ ฝ่ายคริสเตียนหมายจะบุกตีชิงเยรูซาเล็มคืนมาครับ แต่ทว่าไปๆมาๆ ผลลัพธ์กลับออกทะเลซะอย่างนั้น สงครามครูเสดครั้งที่ ๔ นี้จบลงโดยที่กองทัพครูเซเดอร์จากฝั่งตะวันตกเปลี่ยนเป้าหมายจากเยรูซาเล็มและกลับมายกพลเข้าตีคอนสแตนติโนเปิลของจักรวรรดิไบแซนไทน์เป็นของแถมก่อนกลับบ้าน ซึ่งเป็นผลทำให้คริสตจักรฟากตะวันตกและตะวันออกต้องผิดใจกันในที่สุดครับ สงครามครูเสดครั้งที่ ๕ กันเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๒๑๗ จุดประสงค์ก็แน่นอนล่ะว่าคือการตีชิงเยรูซาเล็มคืนมา โดยสงครามครูเสดในครั้งนี้ฝ่ายคริสเตียนนำโดย ดยุคเลโอโปลล์แห่งออสเตรีย และพระเจ้าแอนดรูว์ที่ ๒ แห่งฮังการีครับ (อังกฤษและฝรั่งเศสไม่ได้เข้าร่วมด้วยตั้งแต่ครั้งที่ ๔ แล้วเพราะมัวแต่ฉะกันเองอยู่) และผลลัพธ์ก็ลงที่อิหร็อบเดิม โดยกองทัพคริสเตียนต้องถอยทัพกลับอีกครั้ง ทว่าในครั้งนี้มิใช่เพราะมีผู้นำคนใดเสียชีวิตหรือทะเลาะกันเองแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพราะไม่มีเสบียงพอจะทำสงครามต่อนั่นเองครับ ซึ่งเมื่อเห็นท่าไม่ดี เพื่อป้องกันการมลายทั้งกองทัพขณะกลับบ้าน ฝ่ายคริสเตียนจึงจำใจต้องตกลงเซ็นต์สัญญาสงบศึกเป็นเวลา ๘ ปีกับจักรวรรดิ Ayyubid ซึ่งเป็นคู่กรณีอย่างไม่มีทางเลี่ยงในท้ายที่สุด สงครามครูเสดครั้งที่ ๖ นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๒๒๘ (นับได้ประมาณ ๗ ปีหลังจากจบสงครามครูเสดครั้งที่ ๕) โดยสงครามครั้งนี้จบลงโดยที่ Frederick II แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์สามารถที่จะเจรจาสนธิสัญญากับสุลต่าน Al-kamil แห่งอียิปต์เพื่อเข้าครอง เยรูซาเล็ม ได้สำเร็จ และชาวมุสลิมก็ได้รับสิทธิให้เดินทางเข้าออกและปฏิบัติศาสนกิจในเยรูซาเล็มได้เช่นเดิมอีกด้วย ซึ่งหลังจากเซ็นต์สัญญาได้ไม่นาน Frederick II ก็ได้ยกทัพกลับไปครับ เป็นอันว่าจบอย่าง Happy Ending โดยที่มีการเสียเลือดเนื้อน้อยที่สุดถึงแม้ว่าผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายจะไม่สู้เห็นด้วยกับสนธิสัญญาครั้งนี้เท่าใดนักก็ตามและก่อให้เกิดเหตุการณ์น่าสนใจยิบย่อยอีกหลายเหตุการณ์ตามมา ทว่าผมขออนุญาตไม่เอ่ยถึงนะครับ เพราะอาจจะต้องสาวความกันอีกยาวมากๆเลยทีเดียว ตำราบางเล่มจะนับสงครามครูเสดครั้งที่ ๕ และ ๖ ในบทความของผมเป็นครั้งเดียวกันครับ เพราะช่วงเวลานั้นใกล้เคียงกันมาก และมูลเหตุนั้นก็มาจากจุดเดียวกัน ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เอาเป็นว่าใครอยากนับอย่างไรก็นับไปอย่างนั้นละกัน เพราะอย่างไรเสียรายละเอียดอื่นๆก็คงไม่ต่างกันสักเท่าใดนักหรอกครับ
สงครามครูเสดครั้งที่ ๗ นั้นเกิดขึ้นในปี ๑๒๔๘ ครับ โดยฝ่ายคริสเตียนนั้นก็นำโดย Louis IX แห่งฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของยุโรปในช่วงเวลานั้น ซึ่งสงครามครูเสดครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่จบได้ไม่สวยสักเท่าใดนัก พระเจ้า Louis IX พ่ายแพ้ต่อกองกำลังมุสลิมภายใต้การนำของสุลต่าน Turanshah และถูกจับตัวเอาไว้ได้ ท้ายที่สุดฝ่ายคริสเตียนจึงจำใจต้องจ่ายเป็นเงินจำนวน 800,000 bezants (เหรียญทองที่นิยมใช้กันมากในช่วงนั้น) เพื่อไถ่ตัวพระเจ้า Louis IX กลับไปครับ แต่ก็ใช่ว่าพระองค์จะเข็ดแต่อย่างใด เพราะพระองค์ได้รวมทัพเพื่อก่อครูเสดอีกครั้งในปี ๑๒๗๐ ทว่าในสงครามครูเสดครั้งที่ ๘ นี้พระองค์ไม่โชคดีเช่นครั้งก่อน พระองค์เสียชีวิตเพราะโรคระบาดในสิงหาคม วันที่ ๒๕ ปีเดียวกันนั้นเอง ส่วนสงครามครูเสดครั้งที่ ๙ หรือก็คือครั้งสุดท้ายนั้นเกิดขึ้นในปีถัดมา (ค.ศ. ๑๒๗๑) ด้วยเหตุที่ว่าเป็นสงครามที่เกิดต่อเนื่องมาจากสงครามครั้งก่อน บางครั้งครูเสดครั้งที่ ๙ นี้จึงถูกนับรวมเป็นครั้งที่ ๘ ไปในตำราบางเล่มครับ โดยสงครามครูเสดครั้งที่ ๙ นี้เริ่มต้นขึ้นมาเมื่อเจ้าชาย Edward แห่งอังกฤษกระโดดเข้ามาร่วมสงครามด้วย และก็ดังเช่นที่ใครๆคงเดากันได้ เป็นอีกครั้งที่คริสเตียนต้องพ่ายแพ้กลับไปและนี่ก็เป็นสงครามครูเสดครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นครับ อันที่จริงแล้วระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่ ๑ ถึง ๙ นั้น มีสงครามยิบย่อยมากมาย (ที่บางศึกนองเลือดกว่าครูเสด ๙ ครั้งที่ผมเอ่ยไปด้วยซ้ำ) เกิดขึ้นเป็น Side Story ด้วย ยกตัวอย่างก็เช่น Children’s Crusade หรือเรียกเป็นไทยๆก็คือ “ครูเสดเด็ก” ซึ่งเกิดในปี ๑๒๑๒ โดยครูเสดครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีเด็กคนหนึ่งอ้างว่า พระเยซูคริสต์ปรากฏตัวขึ้นและกล่าวกับตนว่าให้ก่อครูเสดด้วยการรวมพรรคพวกและเดินทางไปยังเยรูซาเล็มเพื่อชักจูงให้ชาวมุสลิมให้เปลี่ยนศาสนามาเป็นชาวคริสเตียน ซึ่งระหว่างทางสู่อิตาลีเพื่อข้ามเมดิเตอร์เรเนียนนั้น เด็กหนุ่มสามารถที่จะรวมคนได้ถึง ๓๐,๐๐๐ คนเลยทีเดียว (ส่วนใหญ่เป็นเด็กเช่นกัน) ทว่าไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ไปถึงจุดหมาย เพราะเกือบทั้งหมดถูกหลอกไปขายเป็นทาสครับ
ในขณะที่ฝั่งตะวันตกกำลังก่อสงครามกันโครมๆ อีกฟากหนึ่งของโลกหรือก็คือ ณ ดินแดนขวานทองที่เราอยู่นี้เอง ในปี ค.ศ. ๑๒๓๘ ก็คือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรสุโขทัยครับ โดยพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองได้กระทำการยึดอำนาจจากขอมสบาถโขลญลำพงและสถาปนาให้สุโขทัยเป็นรัฐอิสระได้สำเร็จ ก่อนที่จะเข้าสู่ยุครุ่งเรืองที่สุดในยุคของพ่อขุนรามคำแหงครับ
ครูเสดเด็ก เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าสนใจเหตุการณ์หนึ่งและถูกแปรรูปมาเป็นตำนานมากมายอีกหลายต่อหลายครั้งเลยทีเดียว
14th Century (ศตวรรษที่ ๑๔ : ๑๓๐๑ – ๑๔๐๐) นี่คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายจนสาธยายกันได้ทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว โดยเหตุการณ์ใหญ่ๆที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๑๔ นี้ก็คือ โรคระบาดครั้งใหญ่ในช่วงต้นและกลางของศตวรรษที่ ๑๔ นี้ซึ่งคร่าชีวิตชาวยุโรปไปเป็นจำนวนหลายล้านเลยทีเดียว การก่อตั้งจักรวรรดิออตโตมัน สงครามหนึ่งร้อยปีซึ่งก่อให้เกิดตำนานของหญิงกล้านามว่า โจนส์ออฟอาร์ค หรือการเข้าสู่ยุคเรอเนสซองก์ของอิตาลี นอกจากนี้ไกลออกไปที่อีกฟากหนึ่งของโลกในแม็กซิโก ช่วงศตวรรษที่ ๑๔ นี้ยังเป็นช่วงเวลาที่นคร Tenochtitlan ของพวก Aztec ก่อตั้งขึ้นอีกด้วยครับ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะรู้จักกันดีแล้วเพราะฉะนั้นขอไม่ขยายเพิ่มให้มากความล่ะนะ (แต่ถ้าไม่รู้ขอติดไว้ก่อน โอกาสหน้าได้กลับมาเล่าถึงแน่ครับเชื่อเถอะ) ในเวลาเดียวกันที่แถบๆเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือก็คือบนแผ่นดินไทย ณ เวลานี้ ในปี ค.ศ. ๑๓๕๑ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้นในจุดที่เป็นจังหวัดอยุธยาในปัจจุบัน ด้วยเหตุที่ว่าอาณาจักรอยู่ไกลจากอ่าวไทยไม่มากสักเท่าใดนัก อาณาจักรอยุธยาจึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งใหม่ในดินแดนสุวรรณภูมิและเป็นผลทำให้อาณาจักรเติบโตได้อย่างรวดเร็วในขณะที่อาณาจักรสุโขทัยนั้นก็เสื่อมอำนาจลงเรื่อยๆหลังจากยุคของพ่อขุนแรงคำแหงครับ
15th Century (ศตวรรษที่ ๑๕ : ๑๔๐๑ – ๑๕๐๐) ในช่วงศตวรรษที่ ๑๕ นี้ก็คือช่วงเวลาที่ดินแดนส่วนใหญ่ในยุโรปเข้าสู่ช่วงเรอเนสซองก์ครับ และในศตวรรษนี้เองที่จักรวรรดิไบแซนไทน์ซึ่งรุ่งเรืองมาอย่างยาวนานต้องจบสิ้นลงเพราะจักรวรรดิออตโตมันที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาใหม่เมื่อศตวรรษที่ผ่านมา และในช่วงปลายของศตวรรษนี้ (ค.ศ. ๑๔๙๒) ยังเป็นช่วงเวลาที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส “ไปถึงยัง” ดินแดนอเมริกาด้วยครับ โดยในช่วงนี้ก็มีผู้มีชื่อเสียงมากมายหลายคนเลยทีเดียวปรากฏตัวขึ้น และหนึ่งในนั้นก็คือ เลโอนาโด ดาวินชี นั่นเอง (และแน่นอนว่า Assassin’s Creed II ก็เริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษนี้นี่แล) - Joan of Arc ก็คือหนึ่งในหญิงสาวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งศตวรรษที่ ๑๕ อย่างไม่ต้องสงสัยครับ เธอนี่เองก็คือตัวแปรสำคัญในสงครามร้อยปีและเป็นผลช่วยให้ฝรั่งเศสพลิกสถานการณ์จากเป็นรองกลับมาเป็นต่อได้โดยการนำกำลังพลตีชิง Orleans มาได้สำเร็จ (ค.ศ. ๑๔๒๙) ทว่าในภายหลังในปี ๑๔๓๑ เธอถูกจับตัวได้และถูกขายต่อให้พวกอังกฤษก่อนที่จะถูกตัดสินว่าเป็นพวกนอกศาสนาและถูกจับเผาทั้งเป็นในที่สุด (เมื่อเสียชีวิตเธอมีอายุแค่ ๑๙ ปีเท่านั้นเอง) แต่ถึงแม้เธอจะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เธอมักถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยๆเพื่อปลุกเร้าความเป็นชาตินิยมสำหรับชาวฝรั่งเศสครับ - ถัดมาไม่นานในช่วงปี ๑๔๓๘ ก็มีอีกอาณาจักรเกิดขึ้นบนดินแดนอเมริกาครับ อาณาจักรที่ว่าก็คืออาณาจักร Inca ของ Pachacuti นั่นเอง ในขณะเดียวกันนั้น Aztec ภายใต้การนำของ Montezuma I ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยสิ่งก่อสร้างอย่างนครลอยฟ้า Machu Pichu ก็น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงนี้นี่ล่ะครับ - ในช่วงปลายศตวรรษนี้เองที่อาณาจักรซองไฮของแอสเกียเรืองอำนาจขึ้นมา และจักรวรรดิซองไฮก็คือจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของผืนทวีปแอฟริกาและได้เป็นหนึ่งในชนชาติที่เล่นได้ใน Civilization V อีกด้วยครับ - ในปี ค.ศ. ๑๔๖๘ ก็คือปีที่อาณาจักรสุโขทัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาโดยสมบูรณ์ครับ สาเหตุที่ผมตัดสินใจใช้ ค.ศ. กับประวัติศาสตร์ชนชาติสยามของเรานั้นใช่ว่าเพราะผมไม่รู้ว่าจะเทียบปี พ.ศ. อย่างไรนะ แต่ในเมื่อเหตุการณ์อื่นๆระบุเป็นปี ค.ศ. การใช้ ค.ศ. กับประวัติศาสตร์ชนชาติสยามของเราด้วยน่าจะช่วยให้เปรียบเทียบเวลาได้ง่ายขึ้น เมื่อคิดได้อย่างนั้นผมจึงตัดสินใจใช้ปี ค.ศ. ครับ
ตำนานแห่ง Joan of Arc เป็นตำนานที่ถูกนำมาเล่าขานและสร้างใหม่อีกหลายต่อหลายครั้งเช่นกัน ซึ่งตัวละครหญิงในเกมที่เราเล่นหลายต่อหลายตัวก็มีต้นแบบมาจากเธอนี่แล
16th Century (ศตวรรษที่ ๑๖ : ๑๕๐๑ – ๑๖๐๐) ช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้คือช่วงเวลาของนักสำรวจโดยแท้ครับ หลังจากที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบแผ่นดินอเมริกาเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา ในศตวรรษนี้ก็มีนักเดินทางมากมายที่เดินทางไปยังดินแดนอเมริกาเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในโลกใหม่ โดยชนชาติที่ทำการบุกเบิกโลกใหม่ในช่วงศตวรรษนี้ก็คือ สเปน และ โปรตุเกส ครับ แต่ก็ใช่ว่าความสนใจทั้งหมดของเหล่านักสำรวจจะเล็งไปทางฝั่งโลกใหม่เท่านั้นนะ มีนักสำรวจไม่น้อยเลยทีเดียวที่ให้ความสนใจในดินแดนแอฟริกาและเอเชีย เห็นได้ชัดจากการติดต่อซื้อขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างยุโรปและเอเชียที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงเวลานี้ครับ ซึ่งเหตุการณ์ประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของเราที่ได้รับชมกันในภาพยนตร์ก็เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้ล่ะครับ - ในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้ จักรวรรดิออตโตมันนั้นเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่รุ่งเรืองที่สุดจักรวรรดิหนึ่งในยุคนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยครับ ซึ่งสุลต่านสุไลมานที่ ๑ หรือ Suleiman The Magnificent ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำที่คุณสามารถเลือกเล่นได้ใน Civilization V ก็ทรงมีบทบาทสำคัญในช่วงนี้นี่ล่ะครับ (ค.ศ. ๑๕๒๐ – ๑๕๖๖) - เชื่อว่าภาพของโมนาลิซ่าซึ่งเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกถูกเขียนขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๖ นี้ครับ (แน่นอนว่าผู้เขียนภาพขึ้นมาก็คือเลโอนาโด ดาวินชีนั่นเอง) ซึ่งหลังจากที่ภาพถูกเขียนเสร็จเรียบร้อย ดาวินชีก็ได้แบกแม่นางโมนาลิซ่าไปไหนมาไหนด้วยเสมอจนกระทั่งเขาสิ้นลมที่ฝรั่งเศส นับตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งถึง ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีผู้ใดที่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าแม่นางโมนาลิซ่าในภาพนั้นเป็นใครกันแน่ บ้างก็ว่านั่นเป็นภาพของดาวินชีเองในร่างของสตรีเพศ บ้างก็ว่าเป็นภาพของนางที่ดาวินชีรักที่สุด บ้างก็ว่าเป็นภาพของผู้ว่าจ้างคนนู้นคนนี้ ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่ช่วยยืนยันคำตอบได้แน่ชัดดังที่กล่าวไปแล้วครับ แต่ถึงแม้เราจะไม่อาจบอกได้ว่าแม่นางผู้นี้เป็นผู้ใดกันแน่ ทว่าแม่นางโมนาลิซ่านั้นเป็นผลงานชั้นเลิศอย่างไม่ต้องสงสัยและไม่จำเป็นต้องใช้อุปทานหมู่เพื่ออวยกันแต่อย่างใด แต่เพราะเหตุใดภาพของโมนาลิซ่านั้นจึงน่าสนใจขนาดนั้น คุณสามารถหาคำตอบได้ที่พิพิธพัฒน์ลูฟวร์ที่ฝรั่งเศสครับ - ในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกเกี่ยวกับแรงงานทาสผิวสีจากกาฬทวีปในโลกใหม่ครับ - ตำนานอันมีชื่อเสียง (จะเรียกว่าชื่อเสียก็ไม่ผิด) ของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ นั้นก็เกิดในช่วงนี้เช่นกัน แต่อย่างไรนั้นขอไม่เอ่ยถึงนะเพราะยาวแน่ๆ แต่ที่แน่ๆราชินีเอลิซาเบ็ธที่ ๑ แห่งราชวงศ์ทิวดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำที่เราสามารถเลือกเล่นได้ใน Civilization V ก็จัดอยู่ในศตวรรษนี้เช่นกันครับ ซึ่งพระองค์นั้นเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ และพระราชินี แอนน์ โบลีน นั่นเองครับ (พระนางแอนน์ โบลีนนั้นเป็นอีกหนึ่งพระราชินีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของเกาะอังกฤษเลยทีเดียว แต่เพราะเหตุใดนั้นแนะนำให้ลองนำชื่อของพระนางไป Search หาใน Google ดูก็จะเข้าใจครับ สาเหตุที่ไม่อธิบายเอาไว้ในบทความเพราะเชื่อว่าผู้อ่านหลายๆท่านคงไม่ค่อยอยากฟังสักเท่าใดนัก โดยเฉพาะเมื่อคุณอ่านในช่วงดึกสงัดชวนหลอน :D ) - Countess Elizabeth Bathory ผู้มีชื่อเสียงนั้นก็ถือกำเนิดในช่วงศตวรรษนี้เช่นกัน (ค.ศ. ๑๕๖๐ – ๑๖๑๔) ซึ่งถ้าใครไม่รู้จักว่าแม่นางผู้นี้เป็นใคร ลอง Search หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน Google เช่นกันครับ แนะนำให้ทำอย่างยิ่งถ้าคุณชอบตำนานสยองขวัญน่ะนะ :D - ผู้นำอีกคนที่ปรากฏตัวใน Civilization V หรือก็คือ Oda Nobunaga นั้นก็มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ นี้เช่นเดียวกัน ซึ่งการมาของ Daimyo Oda Nobunaga นี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นหลุดจากยุคมืดและรวมเป็นปึกแผ่นเช่นในปัจจุบันนี้ได้สำเร็จในยุคต่อมา (อันที่จริงแล้ว Daimyo Oda Nobunaga ทำเซ็ปปุกุตัวเองก่อนที่จะทำได้สำเร็จ โดยผู้ที่รวมญี่ปุ่นได้สำเร็จก็คือ Daimyo Toyotomi Hedeyoshi ซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญอีกคนในยุคถัดมาครับ แต่ถ้าไม่มี Oda Nobunaga บางทีญี่ปุ่นอาจจะแตกแยกเป็นส่วนๆและล่มสลายไปตั้งแต่ยุคสมัยนั้นแล้วก็เป็นไปได้นะ) - ในช่วงศตวรรษนี้เช่นกันครับที่มนุษยชาติค้นพบว่าโลกกลม โดยผู้ที่พิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้สำเร็จก็คือ เซอร์ ฟรานซิส เดรก (Sir Francis Drake) แห่งอังกฤษ และก็เป็นเขานี่ล่ะที่ช่วยให้อังกฤษมีชัยเหนือกองเรืออาร์มาดาและกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลรายใหม่ของโลกและเป็นที่มาของความสามารถ Sun Never Set ของพระราชินีเอลิซาเบ็ธที่ ๑ ในเกม Civilization V - ตำนานเกี่ยวกับ Fountain of Youth ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของเกม Civilization V (มาพร้อมกับ DLC Pack คู่ Spain & Inca) ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้นี่แล แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดพบมันครับ เพราะมันเป็นเพียงแค่ “ตำนาน” เท่านั้นดังที่กล่าวไปแล้ว - อาณาจักร Inca และ Aztec ที่ครองความยิ่งใหญ่มาอย่างยาวนานบนแผ่นดินอเมริกาก็ล่มสลายลงในช่วงศตวรรษนี้นี่แลโดยฝีมือของผู้มาเยือนจากแผ่นดินใหญ่อีกฟากฝั่งของทะเลครับ อันที่จริงมีเหตุการณ์น่าสนใจอีกเยอะไม่น้อยเลยทีเดียวเกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๑๖ นี้ แต่ผมเลือกยกมาเฉพาะเหตุการณ์หรือบุคคลที่คุณๆน่าจะรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับเกม Civilization V เท่านั้นครับ ที่ต้องบอกไว้ตรงนี้ก่อนเผื่อว่าใครจะสงสัยว่าเหตุการณ์สงครามใหญ่ๆหรือบุคคลสำคัญที่เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงนี้หายไปไหนและเพราะเหตุใดผมจึงทำตกหล่นไปได้ ก็ไม่ได้ตกหล่นครับ เพียงแต่ไม่ได้หยิบยกมาเอ่ยถึงเท่านั้นเอง :D
ภาพโมนาลิซ่าเป็นภาพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปริศนามากมาย และนี่เองก็คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอเป็นหญิงสาวที่โด่งดังที่สุดในโลกคนหนึ่ง
17th Century (ศตวรรษที่ ๑๗ : ๑๖๐๑ – ๑๗๐๐) ช่วงศตวรรษที่ ๑๗ นี้จัดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์ของโลกเลย เพราะช่วงเวลานี้เองครับที่ “วิทยาศาสตร์” เริ่มที่จะมีบทบาทสำคัญและ “ศาสนา” เริ่มที่จะถูกลดบทบาทลงไป (นิดนึง) ซึ่งการมาของวิทยาศาสตร์นี้ก็ส่งผลให้มุมมองของมนุษย์ที่มีต่อโลกนั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว โดยในศตวรรษนี้ก็มีบุคคลสำคัญมากมายเลยทีเดียวปรากฏตัวขึ้น และหนึ่งในนั้นก็คือ เซอร์ ไอแซค นิวตัน นั่นเองครับ - ในช่วงศตวรรษนี้ ประเทศญี่ปุ่นทำการปิดประเทศตัวเองอยู่ช่วงเวลาหนึ่งครับ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดตัดขาดกับโลกภายนอกนะ พวกเขายังคงค้าขายแลกเปลี่ยนกับดินแดนภายนอกอยู่บ้างเหมือนกัน โดยคู่ค้านั้นหลักๆแล้วก็คือ ชาวโปรตุเกส ครับ - ช่วงศตวรรษที่ ๑๗ นี้เป็นช่วงเวลาที่เกาะอังกฤษแทบจะลุกเป็นไฟเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะต้องเจอปัญหาภายในประเทศ อังกฤษยังมีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านอย่าง Scotland และ Ireland อีกด้วย โดยสงครามนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนาม War of The Three Kingdoms ครับ นอกจากนี้ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ ลอนดอนยังต้องเผชิญปัญหามากมายไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหรือเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ด้วย สะบักสบอมไม่น้อยเลยทีเดียว - Taj Mahal ก็ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษนี้เช่นกัน การก่อสร้างนั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ ๓๐ แต่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ดีนั้นก็ต้องรอถึงปี ๑๖๕๘ เลยทีเดียว แม้การก่อสร้างจะกินเวลานานพอสมควร แต่ก็จัดได้ว่าคุ้มค่า เพราะ Taj Mahal นั้นยังคงยืดหยัดฝ่าวิกฤตการณ์มากมายมาได้จนกระทั่งถึงเวลานี้ครับ ซึ่ง Taj Mahal ก็เป็นหนึ่งใน World Wonder ใน Civilization V ของเราด้วย - ปี ๑๖๖๔ ก็คือปีที่ New Amsterdam โดนยึดก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น New York ดังเช่นที่เรารู้จักกันดีเช่นในเวลานี้
ทัชมาฮาลคือสถานที่ฮันนีมูนยอดนิยมแห่งหนึ่งของโลก เพราะมันสามารถสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่คุณได้แม้เพียงแรกเห็น
18th Century (ศตวรรษที่ ๑๘ : ๑๗๐๑ – ๑๘๐๐) เป็นช่วงเวลาที่มนุษยชาติเริ่มย่างเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมครับ ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ Thomas Newcomen และ James Watt ที่ช่วยให้เราเป็นที่รู้จักนวัตกรรมใหม่ที่ชื่อ “เครื่องจักรไอน้ำ” ล่ะนะ โดยเจ้าเครื่องจักรไอน้ำนี่ล่ะครับที่ช่วยให้มนุษยชาติพัฒนาได้ไวขึ้นแบบก้าวกระโดดในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ประเทศใหม่ที่ชื่ออเมริกากำลังลืมตาดูโลกอีกด้วย นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว - ในช่วงก่อนหน้านี้ ชาวยุโรปเชื่อว่าทางใต้ของแผ่นดินใหญ่นั้นมีผืนทวีปขนาดยักษ์อีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ซึ่งยังไม่มีใครเคยไปถึง โดย James Cook ชาวอังกฤษก็คือกัปตันเรือคนแรกครับที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผืนทวีปขนาดยักษ์ที่ว่านั้นไม่มีอยู่จริง และสิ่งที่เขาค้นพบแทนที่ผืนทวีปในจินตนาการนั้นก็คือทวีปออสเตรเลียที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันนี้เองครับ - The French Revolution ก็เกิดในช่วงศตวรรษนี้เอง และเหตุการณ์นี้ได้ส่งผลต่อเนื่องและก่อให้เกิดจักรพรรดิคนสำคัญอีกคนหนึ่งขึ้น โดยจักรพรรดิพระองค์นี้ก็คือจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต นั่นเองครับ เชื่อว่าคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มล่ะนะ เพราะคุณๆคงจะรู้จักจักรพรรดิพระองค์นี้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว
The French Revolution คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของโลก และเป็นเหตุการณ์ที่ถูกนำมาอ้างถึงบ่อยครั้งในภายหลัง
19th Century (ศตวรรษที่ ๑๙ : ๑๘๐๑ – ๑๙๐๐) ในที่สุดเราก็มาถึง Modern Era กันเสียที ในยุคนี้เทคโนโลยีถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ประชากรมนุษย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเทคโนโลยีการแพทย์ที่ล้ำหน้ากว่าในยุคก่อนๆอยู่มากโข และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั่วโลกซึ่งส่งผลทำให้โลกมนุษย์ของเรานั้นมีหน้าตาเฉกเช่นเดียวกับที่เราเห็นอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ครับ - ปี ๑๘๐๔ ก็คือปีที่ นโปเลียน โบนาปาร์ต สถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสครับ โดยฝรั่งเศสในช่วงเวลานี้กลับมาเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกอีกครั้งหลังจากเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การปฏิวัตินองเลือดในศตวรรษก่อน ในช่วงแรกนั้นก็ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆจะเริ่มเข้ารูปเข้ารอยแล้ว แต่จุดเปลี่ยนสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์โลกก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง กองทัพอันเกรียงไกรของจักรพรรดินโปเลียนพ่ายแพ้ต่อภูมิอากาศอันโหดร้ายในรัสเซียและส่งผลต่อเนื่องทำให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก โดยในปี ๑๘๒๔ นโปเลียน โบนาปาร์ตถูกเนรเทศไปยังเกาะ Elba ครั้งหนึ่งก่อนที่จะกลับมานั่งบัลลังค์อีกครั้งเป็นเวลา ๑๐๐ วันในปีต่อมา ก่อนที่สุดท้ายจะถูกเนรเทศกลับไปอีกครั้งและไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกครับ - ปี ๑๘๑๘ ก็คือปีที่เจ้าอสูรกายชื่อกระฉ่อนที่ ณ ปัจจุบันเรารู้จักกันดีในนาม “แฟรงเก้นสไตน์” ถือกำเนิดจากปลายปากกาของ Mary Shelley ครับ (คุณรู้หรือไม่ว่าอันที่จริงแล้วเจ้าปิศาจตนนี้ไม่มีชื่อหรอก แต่แฟรงเก้นสไตน์เป็นชื่อของผู้ที่สร้างมันขึ้นมาในนิยายต่างหาก) - The Battle of The Alamo ซึ่งเป็นเหตุการณ์อันเป็นตำนานของรัฐเท็กซัสเกิดขึ้นในปี ๑๘๓๖ ครับ อาจเป็นเหตุการณ์ที่น้อยคนนักนอก US จะจดจำได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผมให้ความสนใจและชื่นชอบเป็นการส่วนตัวเลยนำมายัดใส่ไว้ในบทความด้วยครับ :D - ในปี ๑๘๔๑ Richard Owen ได้มอบชื่อ “Dinosaur” ให้แก่เจ้าปิศาจนิรนามที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินมาเป็นเวลาหลายล้านปีครับ - ค.ศ. ๑๘๔๔ ก็คือปีที่ เทคโนโลยี Telegraph หรือ โทรเลข กลายเป็นเทคโนโลยีที่ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยข้อความแรกที่ถูกส่งผ่านสายจาก บัลติมอร์ ไปยัง วอชิงตัน นั้นก็คือ “What hath God wrought?” ครับ - ถัดมาไม่กี่ปี ในปี ค.ศ. ๑๘๔๘ เดือนกุมภาพันธ์ วันที่ ๒๑ : Karl Marx ก็ได้ส่ง The Communist Manifesto ออกมามาสู่โลกครับ และเอกสารฉบับนี้ก็คือเอกสารฉบับที่มีอิทธิพลต่อโลกอย่างมากในช่วงเวลาต่อมา จะว่าเป็นเอกสารที่มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยก็ไม่ผิด แต่อย่างไรนั้นขออนุญาตไม่เอ่ยถึงนะครับเพราะเหตุผลบางประการ และผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ก็คงรู้กันดีอยู่แล้วล่ะ - ค.ศ. ๑๘๕๙ ก็คือปีที่ ชาร์ล ดาวิน ส่งThe Origin of Species ออกสู่สาธารณะครับ จัดได้ว่าเป็นงานเขียนอีกชิ้นที่เปลี่ยนมุมมองของมนุษยชาติไปได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว - ปี ๑๘๖๕ , เมษายน วันที่ ๑๔ : ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอร์น ถูกลอบสังหารที่ Ford’s Theatre , Washington D.C. โดย John Wilkes Booth - ปี ๑๘๗๒ ก็คือปีที่ อังกฤษ และ สก๊อตแลนด์ เปิดเกมฟาดแข้งกันเป็นแมตซ์แรกครับ และนี่ยังเป็นแมตซ์ทีมชาติครั้งแรกบนหน้าประวัติศาสตร์โลกอีกด้วยนะ - ปี ๑๘๘๗ ก็คือปีที่ เซอร์ อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ส่ง เชอร์ล็อก โฮล์ม ลงสู่ท้องตลาดครับ - ในช่วงปลายศตวรรษนี้เองที่ชื่อของ Jack The Ripper กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งลอนดอน
ภาพเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอร์นที่ Ford's Theatre ครับ
อันที่จริงแล้วมีเหตุการณ์อีกมากมายเลยทีเดียวล่ะครับที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงในบทความนี้และจัดได้ว่าค่อนข้างสำคัญ ซึ่งเหตุผลที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงนั้นก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน บ้างก็เป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างครุมเครือไม่แน่ชัด (แต่ถ้าเป็นที่รู้จักกันดีไม่ต้องอธิบายสาวความกันมากมายผมก็ยกมาอย่างเรื่องของกษัตริย์อาเธอร์เป็นต้น) เป็นเหตุการณ์ที่เอ่ยถึงแล้วอาจต้องอธิบายย้อนหลังกันยาวมากๆ (อันที่จริงทำแล้ว แต่ถ้ายาวมากจริงๆผมตัดทิ้งเกลี้ยง เสียดายอยู่เหมือนกัน แต่ถ้ายาวไปคงไม่มีคนอ่านแน่ แถมทำให้บทความเฟ้อด้วย) เหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดดราม่าได้เพราะมุมมองที่ต่างกัน (อันที่จริงโอกาสเกิดยากมากเพราะคนอ่านจริงๆก็น่าจะมีแค่ไม่กี่คน แต่กันไว้ดีกว่าแก้ล่ะนะ) และเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาต่างๆครับ ซึ่งถ้าไม่ตรงใจหรือดูขัดตาอย่างไรก็คงต้องขออภัยอย่างรุนแรงไว้ ณ ที่นี้ด้วย เอาเป็นว่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยพอขำๆในตอนนี้ขอตัดจบห้วนๆที่ตรงนี้เลยละกันเพราะยาวมากล่ะ ขอให้มีความสุขในเดือนเมษาหน้าร้อนนี้ สวัสดีครับ :D Hits: 1451 Comments (8)
![]()
RedRaven
said:
|
|
... พี่ซิด คนที่รวมญี่ปุ่น เป็นหนึ่งเดียว โตตุกาวะ อิเอยาสิ ไม่ใช่หรอ part 3 Main theme อยู่ที่ เมื่อฮิตเลอร์ อยากได้โปแลนด์ เท่านั้นแหละ ปล. The Battle of The Alamo เคยอ่านมาเหมือนกัน ทหารเมการ้อยกว่าๆยันกองทัพ ของนายพล ซานตา แอนนา แห่งเม็กซิโก โดยทนได้ 40 วันกว่า ก่อนทหารเหล่านั้น จะตายหมด |
|
Ning
said:
|
... ไม่ได้เล่น Civ 5 แต่มาสนใจประวัติศาสตร์ช่วงกลับมาเล่น AC Brotherhood นี่แหละครับ ขอบคุณมากครับที่สละเวลาอุตส่าห์รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลดีๆ มาให้เราได้อ่านกัน |
|
dong
said:
|
... จากที่ติดตามนานแล้ว ปวศ.ในโลกตะวันออกน้อยมากครับ เอาเข้าจริงแล้วหลายเรื่องอลังการและเข้มข้นกว่าโลกตะวันตกเยอะในหลายยุคสมัยนะ |
|



















